แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พี่เม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พี่เม่า แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 3 Season 2 ชื่อตอน การผ่อนบ้านให้คุ้มค่า










การผ่อนบ้านคุ้มค่าด้วยการประหยัดภาษี

ในการผ่อนบ้าน หลายคน ๆ คิดว่า จ่ายค่างวดไป มีแต่ดอกเบี้ย ไม่เห็นเงินต้นเลย ดังนั้น เมื่อได้เงินก้อนมาต้องรีบ ๆ โป๊ะ จะได้หมดเร็วๆ วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ถูก แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะหาประโยชน์เพิ่มเติมจากการผ่อนบ้านได้ นั่นคือ การใช้ในคิดตามหลักค้าเสียโอกาส หรือพิจาราณาทางเลือกว่า สิ่งที่มีอยู่นั้นสามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือมีต้นทุนน้อยที่สุด

วิธีการสร้างประโยชน์จากการผ่อนบ้านตามแนวคิดนี้ คือการหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แทนการนำเงินที่หาได้ไปโป๊ะบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะในปีแรก ๆ ของของการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยจะถูกมาก เช่น 0% 6 เดือน หรือ คงที่ 3.5% 1 ปี การที่นำเงินไปโป๊ะ จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายหรือมีผลตอบแทนเท่ากับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบโดยใช้ช่วงเวลาเดียวกันกับการลงทุน ดังนั้น หากนำเงินที่ต้องการไปโปะเงินต้น ไปลงทุนอะไรก็ได้ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เช่นการลงทุนในกองทุนรวม ลงทุนในทองคำ ลงที่ให้ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน โดยลงทุนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งดอกเบี้ยจ่ายมากว่าผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นแสดงว่าต้นทุนทางการเงินมากกว่าผลประโยชน์จากการลงทุน (ทำให้ขาดทุน) ให้นำเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดพร้อมด้วยผลตอบแทนมาโปะเงินต้นทั้งหมดเพื่อตัดเงินต้นด้วย

นอกจากนั้นบางคน ยังสามารถนำดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้านที่จ่ายในปีนั้นมาขอคืนภาษีเงินได้อีกต่อหนึ่งเป็นโบนัส แต่จำนวนดอกเบี้ยไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผลตอบแทนการขอเงินคืนจากภาษีอยู่ที่ฐานภาษี ถ้าฐานที่ 10% จะได้เงินคืนเท่ากับ 10% ของดอกเบี้ย ฐาน 20% จะได้เงินคืนเท่ากับ 20% ของดอกเบี้ย ไปเรื่อยจนสูงสุดที่ 37% สุดท้ายจะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงกว่าการรีบโปะเงินต้นเสียแต่แรกอีก วิธีนี้เป็นการให้เงินทำงานภายใต้ค่าเสียโอกาสที่น้อยที่สุด

หมายเหตุการณ์โป๊ะบ้านคือการจ่ายมากกว่าค่างวดขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด


นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 1 Season 2 ชื่อตอน เงินโอน









การโอนเงินมีมากกว่าที่คิด
               ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่เป็นจำนวนมากเรื่องการโอนเงิน ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจว่ามีอยู่ 2 วิธีคือการโอนเงินผ่านตู้ ATM และการโอนเงินที่เคาท์เตอร์ธนาคาร แต่จริง ๆ การโอนเงินยังมีเครื่องมืออีกมากมาย สามารถเลือกใช้ได้ตามจำนวนเงิน ระยะเวลาดำเนินการ และค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป
            วิธีที่ 1 การนำเงินสดฝากเข้าบัญชีผู้รับเงินปลายทาง วิธีนี้ถ้าบัญชีของผู้รับเงินปลายทางอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับสาขาธนาคารที่ท่านกำลังทำธุรกรรม จะไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนในการนำฝากเข้าบัญชี แต่ถ้าเป็นการฝากเข้าบัญชีที่อยู่ต่างจังหวัด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคู่สาย 20 บาท และ ค่าธรรมเนียมการฝากอีก 0.1% (ปัดเศษ 1 บาท) ข้อดีของวิธีนี้คือปลายทางจะได้รับเงินทันที ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากเมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ท
             วิธีที่ 2 ถอนจากบัญชีหนึ่งแล้วฝากเข้าอีกบัญชีหนึ่งที่อยู่ในธนาคารเดียวกันโดยพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ แบบนี้จะเรียกว่า Transfer (TR) ถ้าสาขาที่ทำรายการเป็นสาขาเดียวกับบัญชีที่ถอนเงิน จะสามารถถอนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าบัญชีต้นทางกับสาขาที่ถอนเงินต่างกัน จะสามารถถอนได้ตามประกาศของแต่ละธนาคาร สำหรับค่าธรรมเนียมจะเท่ากับวิธีที่ 1ในกรณีที่นำฝากเงินข้ามจังหวัด ข้อดีคือผู้รับสามารถรับเงินได้ทันที
             วิธีที่ 3 การโอนเงินผ่านบัตร ATM เป็นการโอนที่สามารถได้รับเงินที เหมาะสำหรับเงินโอนจำนวนไม่มาก ไม่เกิน 100,000 บาท (และไม่เกิน 30,000 บาทต่อครั้ง) ทำรายการได้ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ สำหรับค่าธรรมเนียมสามารถสรุปได้เป็นตารางดังนี้
รายการ
ทำรายการที่เครื่อง ATM ผู้ออกบัตร
ทำรายการที่เครื่อง ATM ธนาคารอื่น
การสอบถามยอด
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
การถอนเงิน
เครื่อง ATM อยู่เขตเดียวกับบัตร
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินบัญชีในบัตร
ในเขต
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
นอกเขต
10 บาท/ครั้ง
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินไปบัญชีอื่นในธนาคารเจ้าของบัตร
ในเขต
ฟรี
ทำรายการไม่ได้
นอกเขต
15 บาท/ครั้ง
ทำรายการไม่ได้
การโอนเงินต่างธนาคาร
เงินโอนไม่เกิน 10,000 บาท
25 บาท/ครั้ง
25 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)
เงินโอนมากกว่า 10,000 บาท
35บาท/ครั้ง
35 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)

         วิธีที่ 4 โอนด้วยบัตร ATM ที่เคาท์เตอร์ธนาคาร (เฉพาะบางธนาคารเท่านั้น) ใช้ในกรณีที่ปลายทางต้องการจะได้รับเงินทันที แต่ตู้ ATM ใกล้เคียงอาจจะมีปัญหาและผู้โอนลืมนำสมุดบัญชีเงินฝากของตนเองติดตัว วิธีนี้สามารถโอนเงินได้สุดสุด 100,000 บาท แค่ค่าธรรมเนียมจะเริ่มจาก 50-120 บาท
           วิธีที่ 5 การใช้ดราฟท์ วิธีการแบบนี้จะคล้ายกับการใช้เช็ค แต่ผู้โอนหรือผู้ซื้อดราฟท์จะต้องระบุชื่อผู้รับโอน,ชื่อธนาคาร และชื่อของสาขาปลายทาง โดยผู้ซื้อจะต้องส่งมอบดราฟท์ไปให้ผู้รับเงินด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง วิธีนี้จะเหมาะสำหรับการโอนเงินไปต่างจังหวัดในจำนวนที่มาก ๆ แบบหลายแสนบาท ถึงหลักล้านบาท เพราะจะมีค่าธรรมเนียม 0.25% และวงเงินขั้นต่ำ 500 บาท ผู้ที่ได้รับดราฟท์สามารถขึ้นเงินเข้าบัญชีของตนเองได้ทันทีถ้าอยู่ในเวลาเคลียริ่ง หรือ วันทำการถัดไปและไม่มีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บ สำหรับความปลอดภัยเหมือนกับ A/C Payee ของเช็ค
          วิธีที่ 6 การเงินรายใหญ่โดยใช้ BATHNET เป็นวิธีการโอนเงินแบบที่ได้เงินเร็วและโอนต่างธนาคารได้ ซึ่งจะมีรอบเวลาการโอนในแต่ละวัน เหมาะกับการโอนเงินแบบวงเงินสูง หรือ 1,000,000 บาทขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านบาท ค่าธรรมเนียม จะเป็นลักษณะค่าธรรมเนียมเหมาจ่าย ถ้าผู้รับและผู้โอนอยู่ในกรุงเทพ จะเสียค่าธรรมเนียม 250 บาท ถ้าผู้รับหรือผู้โอน คนใดคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัด จะเสียค่าธรรมเนียม 900 บาท
         วิธีที่ 7 การโอนรายย่อยด้วยระบบ ITMX Bulk Payment Same Day เป็นการโอนลักษณะโอนเป็นชุด หรือเรียกว่า โอนจากต้นทาง 1 คนสู่หลายคน แต่มีบางธนาคารสามารถโอนจาก 1 คนสู่ 1 คนก็ได้ โดยธนาคารจะกำหนดรอบการโอน โดยมากใช้กับนิติบุคคล หรือ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ในการจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งจะสามารถรับเงินได้ในวันเดียวกันกับวันที่โอน ไม่มีกำหนดเรื่องที่อยู่ของผู้รับ ขอเพียงให้อยู่ในประเทศ ค่าธรรมเนียมการโอนขึ้นอยู่กับจำนวนการโอนและวันที่ต้องการรับเงิน  คือถ้าต้องการรับเงินในวันเดียวกันและเงินโอนไม่เกิน 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียม 20 บาท ไม่เกิน 500,000 บาท คิด 75 บาท ไม่เกิน 2,000,000 บาท คิด 200 บาท แต่ถ้ารอเวลาการรับเงินเป็นอีก 1-2 วันทำการ และโอนเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาท เราจะเรียกว่า ITMX Bulk Payment Next Day ซึ่งจะคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 12 บาท ซึ่งมีบางธนาคารจะรับทำรายการผ่านทาง Internet แต่โดยทั่วไปจะให้บริการเฉพาะบริษัทห้างร้านเท่านั้น
            สำหรับเรื่องเช็ค เอาไว้โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ
                
นายพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 10 Refinance คุ้มจริงหรือ







การ Refinance บ้าน คุ้มจริงหรือ
คนไทยส่วนใหญ่มักจะกู้ซื้อบ้าน มากกว่าการซื้อด้วยเงินสด และเมื่อกู้ไปสักพักหนึ่งแล้วประมาณ 3-5 ปี ก็จะเตรียม Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อต้องการให้ดอกเบี้ยถูกลง แต่ในการ Refinance จะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่แฝงอยู่โดยธรรมชาติ จึงต้องพิจารณาประกอบกันให้ดี เพื่อจะได้มั่นใจว่า การย้ายสถาบันการเงินแล้วได้ประโยชน์จริง ๆ
ในการ Refinance นั้น จะต้องพิจารณาในหลาย ๆ
ประการแรกคือ ความแตกต่างของดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีข้างหน้า ระหว่างที่เดิมกับที่ใหม่ เหตุที่ต้องคิด 3 ปีเพราะข้อกำหนดค่าปรับการ Refinance มักจะกำหนดไว้ที่ 3 ปี
ประการที่ 2 คือ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้แก่ ค่าจดจำนอง 1% ของมูลจำนอง, เบี้ยปรับกรณีปิดบัญชีสินเชื่อด้วยการ Refinance ก่อนกำหนด (อ่านได้ในสัญญาเงินกู้)
ประการที่ 3 คือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่ใหม่, ค่าประกันอัคคีภัย, ค่าใช้จ่ายเดินทางในการติดต่อประสานงาน
เมื่อได้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ให้นำค่าใช้จ่ายประการที่ 2 และ 3 มารวมกันแล้วเฉลี่ยออกเป็น 3 ปี จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อปี บวกกลับไปที่ดอกเบี้ยเฉลี่ยของที่ใหม่ แล้วนำไปหาส่วนต่างกับที่เก่า จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะบางครั้งคิดออกมาแล้ว ต่างกันเพียง 0.25% แต่ต้องเสียเวลามากมาย อาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้
ถ้าเป็นการ Refinance เพื่อต้องการเงินเพิ่มไปปิดบัญชีสินเชื่ออื่น ๆ นั้น จะให้ปรับที่ประการแรก โดยการคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยยอดหนี้ของแต่ละบัญชี กับ ดอกเบี้ยที่ใหม่ ถ่วงน้ำหนักดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละวงเงิน แทน แต่บางคนอาจจะให้ประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเป็นประเด็นรอง แต่คิดเรื่องค่างวดและกระแสเงินสดเป็นประเด็นแรกก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละคน

นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 9 ดอกเบี้ยถูกจัง






ดอกเบี้ยลดต้อนลดลดอก กับ ดอกเบี้ยคงที่
               
         หลังจากที่ได้พบเห็นโฆษณาที่มักจะเน้นถึงข้อเสนอดอกเบี้ยในอัตราพิเศษจากหลายๆ สื่อ ทุกท่านคงอาจจะมีคำถามอยู่ในใจว่าวิธีการคิดดอกเบี้ยของธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ นั้นเค้ามีวิธีการคิดคำนวณกันอย่างไร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นวิธีการคิดคำนวณดอกเบี้ยของธนาคารและสถาบันการเงินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 2 วิธี ซึ่งการใช้จะขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์หรือลักษณะของบริการนั้นๆ แต่ข้อสำคัญที่สุดที่ควรจะคำนึงก็คือถึงแม้ว่าวิธีการคำนวณทั้ง 2 วิธีนี้จะมีการใช้อัตราดอกเบี้ยตั้งต้นที่เท่ากัน แต่เนื่องจากมีกระบวนการคำนวณที่แตกต่างกันจึงทำให้ผลลัพธ์ของทั้ง 2 วิธีนี้ได้ออกมาไม่เท่ากัน

         โดยวิธีคำนวนอัตราดอกเบี้ยแบบแรกเราเรียกว่า วิธีการคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ค่อนข้างไม่ซับซ้อน โดยมักจะพบในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือ การผ่อนชำระเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ วิธีการคำนวณก็คือ นำราคาของสินค้าหรือที่เรียกอีกแบบหนึ่งว่าเงินต้น คูณด้วยอัตราดอกเบี้ยต่อปีที่ได้กำหนดเอาไว้ และคูณด้วยระยะเวลาผ่อนชำระ(ปี) ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับดอกเบี้ยเป็นตัวเงินทั้งหมดที่ลูกหนี้จะต้องชำระให้แก่เจ้าหนี้ และถ้าหากว่าต้องการที่จะทราบจำนวนเงินที่จะต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนก็สามารถคำนวณโดยการนำจำนวนเงินต้นบวกด้วยดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินทั้งหมดหารด้วยระยะเวลาผ่อนชำระ(ปี) และหารอีกครั้งด้วย 12

สำหรับวิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบที่สองนั้นจะมีชื่อเรียกว่าแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) ซึ่งวิธีการนี้จะค่อนข้างซับซ้อนกว่าแบบแรก โดยมักจะใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก, สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อธุรกิจ, และบัตรเครดิตบางประเภท โดยวิธีการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้นั้นทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำยอดเงินต้นคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ยรายปี หาร ด้วย 365 วัน และคูณด้วยจำนวนวันนับจากวันที่มีการชำระค่างวดครั้งสุดท้าย ดังนั้นในงวดถัดไปเมื่อมีการผ่อนชำระเพื่อให้จำนวนเงินต้นคงเหลือลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย โดยสัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายกับเงินต้นคงเหลือจึงเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้ ดังนั้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยทุกงวดเท่ากับดอกเบี้ยที่แจ้งไว้ในครั้งแรก

        โดยการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้นจะยุติธรรมกว่าการคิดด้วยอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ เพราะอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่นั้น ถึงแม้ว่าจำนวนเงินต้นคงเหลือได้มีการลดลงทุกครั้งในแต่ละงวดแล้วก็ตาม แต่ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดไม่ได้ลดลงตาม จึงทำให้สัดส่วนของดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดเมื่อเทียบกับเงินต้นคงเหลือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละงวด ด้วยวิธีนี้จึงทำให้ดอกเบี้ยแบบคงที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าดอกเบี้ยที่แจ้งประมาณ 1.7-1.9 เท่าของดอกเบี้ยที่แจ้งเอาไว้

โดยทุกท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของคำอธิบายได้จากกราฟ

                 การจะเปรียบเทียบดอกเบี้ยลดต้นลดดอก กับ ดอกเบี้ยคงที่ ต้องเอาดอกเบี้ยแบบคงที่ คูณด้วย 1.9 เท่าก่อนที่จะนำมาเปรียบเทียบกันว่า ดอกเบี้ยแบบไหนถูกกว่ากันเสียก่อน

นายพากเพียร

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 8 เครดิตบูโร









เครดิตบูโร ใช้หนี้ก่อนถูกฟ้อง
                เครดิตบูโรคือ สถาบันที่เก็บรวบรวมข้อมูลของการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิต ซึ่งข้อมูลนี้จะประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนที่บ่งชี้ถึงตัวบุคคล เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นประวัติการชำระสินเชื่อบนระบบสถาบันการเงิน และการชำระบัตรเครดิตต่างๆ ทั้งหมดของบุคคลนั้น รวมเรียกว่า "รายงานข้อมูลเครดิต" รายงานข้อมูลเครดิตจะมีการบันทึกและจัดเก็บวงเงินยอดหนี้คงค้าง รวมถึงประวัติการชำระลักษณะปกติและผิดนัดชำระในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน
                โดยปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “แบล็กลิส” หรือ บัญชีดำ แบบผิดๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เครดิตบูโรจะไม่มีสิทธิ์ในการจัดแบล็กลิสผู้ขอสินเชื่อ เพราะเครดิตบูโรจะทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูลประวัติการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิตของสินเชื่อทุกบัญชีจากสถาบันการเงินตามข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพราะการตัดสินใจว่าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่นั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น รายได้ของผู้ขอสินเชื่อ หลักประกัน บุคคลผู้ค้ำประกัน เป็นต้น ในทางกลับกัน หากผู้ขอสินเชื่อมีประวัติการชำระสินเชื่อที่ตรงต่อเวลา และไม่มียอดหนี้คงค้างหรือมียอดหนี้คงค้างเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก รายงานเครดิตบูโรก็จะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น
                โดยปกติทุกคนควรที่จะรักษาประวัติการชำระให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือตรงต่อเวลาก็จะช่วยให้การขอสินเชื่อในอนาคตมีโอกาสได้รับอนุมัติที่สูงขึ้น การปล่อยให้ประวัติการชำระเงินค้างไปเรื่อย ๆ จะทำให้ถูกบันทึกว่าค้างชำระ จนกระทั่งอาจจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับใครบางคนที่บอกว่าไม่เห็นจะมีเจ้าหน้าที่มาทวงถาม หรือไม่เห็นว่าสถาบันการเงินจะทำการฟ้องร้องตนเองเลย สาเหตุเนื่องมาจากว่าลูกหนี้เหล่านี้มักจะมีมูลหนี้ที่ค้างชำระไม่มาก ทางสถาบันการเงินจึงไม่คิดที่จะติดตามทวงถามอย่างจริงจังเนื่องจากไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แต่ทางสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะมีการปล่อยให้ลูกหนี้เหล่านี้มีประวัติค้างชำระอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรไปเรื่อย ๆ เมื่อใดก็ตามที่ลูกหนี้มีความจำเป็นที่จะต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินอื่นๆ ประวัติค้างชำระเหล่านี้จะลดโอกาสให้ลูกหนี้ได้รับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ สุดท้ายแล้วลูกหนี้จะต้องติดต่อกลับมาที่สถาบันการเงินที่ตนเองเคยมีประวัติค้างชำระอยู่ เพื่อทำการเจรจาชำระหนี้ที่คงค้างอยู่โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเองกลับมามีสถานะผ่อนชำระเป็นปกติดังเดิม ดังนั้นแล้วความคิดที่ปล่อยให้มีประวัติค้างชำระไปเรื่อย ๆ คงจะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเราทุกคนคงจะไม่อยากมีปัญหาในอนาคตเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครดิตของตนเองในการขอสินเชื่อ

ขอบคณข้อมูลบางส่วนจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)

 นายพากเพียร

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 7 จับคู่ให้เงิน






จับคู่ให้เงิน
                ในการประกอบกิจการใด ๆ มักจะต้องคำนึงถึงแหล่งที่มาของเงินทุน ซึ่งจะประกอบด้วย เงินของเจ้าของเอง ที่เรียกว่าหุ้น และเงินจากคนอื่นที่เรียกว่ากู้ ซึ่งเงินกู้มักจะแบ่งประเภทได้ 2 ประเภทตามระยะเวลาการกู้ได้ 2 แบบ คือ เงินกู้ระยะสั้น และเงินกู้ระยะยาว เงินกู้ระยะสั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเงินกู้หมุนเวียน เช่น วงเงิน O/D หรือ บัตรกดเงินสด วงเงินประเภทนี้ บ่อยครั้งที่จะเป็นวงเงินที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้ดอกเบี้ยจะค่อนข้างสูง แต่มีข้อดีคือ สามารถเบิกใช้ได้ง่าย แทบจะทุกเวลา สำหรับวงเงินระยะยาว จะเป็นวงเงินเพื่อการลงทุน ส่วนใหญ่มักจะเป็นวงเงินที่ต้องใช้หลักประกัน มีรูปแบบการผ่อนเป็นงวด ๆ เท่า ๆ กัน หรืออาจจะเป็นขั้นบันไดก็ได้ ดอกเบี้ยวงเงินประเภทนี้จะมีดอกเบี้ยที่ถูกกว่าแบบและ และการผ่อนชำระใช้เงินไม่มากในแต่ละเดือน ทำให้กิจการสามารถถือสภาพคล่องหรือเงินสดได้ดีขึ้น แต่ข้อเสียคือ การเบิกจ่ายแต่ละครั้งจะต้องมีเอกสารประกอบหลายอย่าง และต้องใช้เวลานานกว่าวงเงินสดพร้อมใช้
                การประกอบกิจการจะต้องคำนึงถึงกระแสเงินสดดี ดังนั้นการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หรือเครื่องจักร หรือวัตถุดิบที่มีสภาพคล่องต่ำ ควรจะใช้วงเงินแบบระยะยาวมากกว่า สำหรับวงเงินระยะสั้น มีไว้สำหรับยามฉุกเฉิน เท่านั้น ซึ่งการใช้วงเงินประเภทนี้ต้องมั่นใจว่าเงินสกจะกลับเข้ามาในจำนวนและช่วงเวลาอันรวดเร็วหรือก่อนครบกำหนดระยะเวลาวงเงิน กล่าวโดยสรุปคือ วงเงินระยะยาว ใช้กับการลงทุนระยะยาวและหมุนเวียนระยะสั้น แต่วงเงินระยะสั้นใช้กับการหมุนเวียนระยะสั้นเท่านั้น 

 นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 6 ซื้อบ้านต้องเหลือเงินไว้ใช้ด้วย









ซื้อบ้านต้องเหลือเงินไว้ใช้ด้วย
                คนจำนวนมาก เวลาซื้อบ้านต้องอาศัยเงินกู้ธนาคาร เมื่อเวลากู้ผ่านบางคนก็หวังว่าจะรีบ ๆ ผ่อนให้หมดเร็ว จะได้เสียดอกเบี้ยน้อย ๆ บางคนยังขอเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการผ่อนชำระด้วย เช่น ธนาคารอนุมัติระยะเวลากู้ 30 ปี แต่กลับขอผ่อน 15 ปี ผลที่เกิดขึ้นคือ ค่างวดขั้นต่ำที่ต้องผ่อน จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ตอนจะโอนบ้านก็คิดว่าไหว ไม่เป็นไร อดทนหน่อย แต่โดยธรรมชาติแล้ว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะสูงขึ้นในทุกๆ ปี และยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถกำหนดได้ล่วงหน้าอีก ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าซ่อมแซมรถ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินก้อนทั้งนั้น
                คนที่ค่างวดผ่อนบ้านในระดับที่ใกล้เคียงกับรายได้ในแต่ละเดือน หรือเมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนออกไปแล้วไม่มีเงินเก็บ เหลือเลย นับว่ามีความเสี่ยงทางการเงินสูงมาก เพราะในหลักการจัดสรรเงินแล้ว จะต้องนำรายได้ประจำต่อเดือน หัก ค่าใช้จ่ายส่วนตัว หักเงินออมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เท่ากับ ความสามารถในการผ่อนชำระที่แท้จริง สำหรับคนที่ได้รับอนุมัติเงินกู้แล้ว ให้ผ่อนด้วยระยะเวลาสูงสุดก่อน เพื่อให้ภาระการผ่อนชำระขั้นต่ำมีน้อยที่สุด และเดือนใดที่มีเงินเหลือ ก็สามารถโป๊ะได้ ก็สามารถช่วยประหยัดดอกเบี้ยได้เหมือนกัน

นายพากเพียร


วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตอนที่ 5 เงินทุนหมุนเวียน








เงินทุนหมุนเวียน
      ในการประกอบกิจการจะต้องมีการเตรียมเงินสดเพื่อการใช้จ่ายในกิจการ 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ เงินเพื่อการลงทุน หรือการซื้อที่ดิน อาคาร อุปกรณ์เครื่องจักรต่าง ๆ หรือเรียกได้ว่า เงินที่ต้องจ่ายก่อนเปิดกิจการ เงินส่วนนี้ ผู้ประกอบการรายใหม่มักจะเตรียม หรือกะเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถจับต้องได้ง่าย แต่ยังมีเงินอีกส่วนหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถจะลืมได้ คือเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะกะเกณฑ์ได้ยากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เงินทุนหมุนเวียน จะประกอบด้วย เงินเพื่อการซื้อวัตถุดิบรอการผลิต เงินเพื่อการซื้อวัตถุดิบที่ผลิตเป็นสินค้าแล้วแต่ยังไม่ได้จำหน่าย เงินเพื่อการซื้อวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าแล้วและจำหน่ายแล้ว แต่ยังเก็บเงินไม่ได้ และสุดท้าย เงินเพื่อเตรียมไว้จ่ายค่าแรง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในกิจการ 

     เวลาคำนวนเงินทุนหมุนเวลา มักจะกำหนดเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 1 เดือน หรือสัปดาห์ ขึ้นกับรอบการเก็บเงินและการซื้อวัตถุดิบ ถ้าต้องซื้อวัตถุดิบทุกวัน อาจจะต้องคำนวนเป็นรายวัน รายการที่ต้องใช้คำนวนคือ มูลค่าวัตถุดิบรอกการผลิต มูลค่าวัตถุดิบบวกค่าใช้จ่ายในการผลิตจากสินค้าคงคลัง และลูกหน้าที่ยังเก็บเงินไม่ได้ และ ค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ตั้งไว้ ทั้งหมดหักด้วย มูลค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ซื้อมาด้วยเงินเชื่อในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนต่างคือเงินทุนหมุนเวียนขั้นต่ำที่ต้องมีในแต่ละช่วงเวลา

นายพากเพียร




วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ตอนที่ 4 บ้านหรือรถ





บ้านกับรถ ซื้ออะไรก่อนดี


                เป็นคำถามที่บางคนหนักใจ และคิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรก่อนดี โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจบใหม่ ทำงานได้สัก 1-2 ปี มักอยากจะมีรถ เพราะยังไม่มีภาระอะไรมากมายในชีวิต และต้องการความเป็นอิสระในการเดินทาง สำหรับคนที่มีบ้านอยู่แล้วก็ดี แต่คนที่ยังไม่มีบ้าน ต้องอาศัยการเช่าอยู่ แต่กลับซื้อรถก่อน ซื้อสินค้าเงินผ่อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะมีค่างวดรถ ค่างวดสินค้าปรากฏอยู่ในประวัติของเครดิตบูโร หรือเรียกอีกอย่างคือ ความสามารถในการผ่อนชำระจะลดลงในสายตาของสถาบันการเงิน ถ้าคนนั้นไปกู้บ้าน โอกาสผ่านจะน้อยลงไป (เยอะมากเลย) เพราะการพิจารณาสินเชื่อบ้านจะเข้มงวดกว่าสินเชื่อรถยนต์มาก


                ในการดำเนินชีวิตของคนเรา จะต้องมองชีวิตกันยาว ๆ ว่าจริงแล้ว จะต้องมีการซื้อหลักทรัพย์อะไรบ้าง จัดลำดับความสำคัญของการซื้อหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ จะต้องเริ่มจากการซื้อบ้าน แล้วจึงมาซื้อรถ จะทำให้สามารถกู้ได้ง่ายขึ้น และรู้ความสามารถที่แท้จริงในการผ่อนชำระ ว่าเหลืออยู่เท่าไหร่ และเป็นการส่งเสริมวินัยการออมด้วย ไม่ให้ใช้ของฟุ่มเฟือยจนเกินตัวเองไป เรียกว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัว

นายพากเพียร