แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครดิตบูโร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครดิตบูโร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 11 ตอน บ้านหรือคอนโด




ติดตามต่อไป วันที่ 9 มิถุนายน 2555

ซื้อบ้าน กับ ซื้อคอนโด
    ปัญหาการตัดสินใจของคนซื้อที่อยู่อาศัยอันดับต้น ๆ คือการเลือกซื้อประเภทที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาว มักจะคิดไม่ตกระหว่างการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือ คอนมีเนียม เพราะที่อยู่อาศทั้ง 2 ประเภท มีข้อดีข้อเสียมที่แตกต่างกันไปดังนี้
ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง
            ข้อดี มีมากมายหลายข้อ ประการแรกคือ ได้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งสามารถตกทอดเป็นมรดกได้ชั่วลูกชั่วหลาน ที่ดินไม่มีค่าเสื่อมราคา ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดการด้อยค่าของที่ดินแต่อย่างใด ประการที่ 2 บ้านที่ได้มานั้น มีพื้นที่ใช้สอยมาก แบ่งได้หลายชั้น และมีบริเวณ ทำให้ราคาต่อหน่วยการใช้สอยถูกกว่า จะมากหรือจะน้อยขึ้นกับกำลังในการซื้อ มีความเป็นส่วนตัว เพราะมีห้อง มีสัดส่วนของตัวเองได้มากกว่า ประการที่ 3 มีแบบให้เลือกมากกว่า ทำเลมากกว่า ประการที่ 4 มักจะมีบ้านสร้างเสร็จพร้อมขายให้เลือก มากกว่า
            ข้อเสีย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีข้อเสียคือ ประการที่ 1 ทำเลที่ได้ จะสู้ คอนโดฯ ไม่ได้ ถ้าอยากได้ ราคาจะแพงมาก ๆ ประการที่ 2 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามากกว่า เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยมากกว่ามีรายละเอียดของอาคารมากกว่า ประการที่ 3 มีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพของบ้าน เพราะการสร้าง จะสร้างทีละหลัง ทำให้เกิดโอกาสผิดพลาดในการสร้างได้มากกว่า (ต้องเลือกผู้ขายดี ๆ)
คอนโดมีเนียม
            ข้อดี ประการแรก คือทำเลที่ตั้ง มีหลายโครงการที่ติด เน้นว่าติดกับรถไฟฟ้า หรือเข้าออกได้ง่าย อยู่กลางเมือง ประการที่ 2 ดูแลรักษาง่าย เพราะมีพื้นที่น้อย มีส่วนกลางและนิติบุคคลดูแล ทั้งทางเดิน ลิฟท์ สวน และลานจอดรถ ประการที่ 3 มั่นใจเรื่องโครงสร้างความแข็งแรงมากกว่า เนื่องจากการก่อสร้างอาคารใหญ่ จะถูกควบคุมการก่อสร้างเข้มงวดกว่าการปลูกอาคารขนาดเล็ก
            ข้อเสีย ประการแรก ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในระยะยาว อาคารชุดจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี เมื่ออาคารทรุดโทรมจนไม่สามารถใช้งานได้ ทางกรรมการอาคารชุด (ผู้อยู่อาศัย) มีต้องประชุมกันเพื่อจะหาวิธีจัดการอย่างไร ถ้าต้องการรื้อถอนและไม่สร้างต่อ ต้องไปยกเลิกการจดทะเบียนอาคารชุด และแบ่งส่วนความเป็นเจ้าของของพื้นที่ตามสัดส่วนของตนเองในเอกสารกรรมสิทธิ์อาคารชุด ดังนั้น กรรมสิทธิ์แบบนี้มีอายุ และค่าเสื่อมในการใช้งาน ประการที่ 2 ราคาต่อตารางเมตรแพงกว่า ประการที่ 3 ขาดความเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีการใช้พนังห้องร่วมกันกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น ดังนั้นอาจจะเกิดเสียงรบกวนจากห้องข้างเคียงได้ ประการที่ 4 มีพื้นที่ใช้สอยน้อย โดยเฉพาะคนที่มีสมบัติเยอะ ชอบเก็บของ ชอบซื้อของ คอนโดโดยทั่วไปจะมีพื้นที่ไม่เกิน 60 ตารางเมตร พื้นที่ในการเก็บข้าวของต่าง ๆ จึงมีน้อย ประการสุดท้าย มีกฎระเบียบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพราะทางนิติบุคคล จะต้องมีกฎระเบียบเพื่อให้การอาศัยร่วมกันของคนจำนวน สามารถอยู่ร่วมกันได้

นายพากเพียร


วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 8 เครดิตบูโร









เครดิตบูโร ใช้หนี้ก่อนถูกฟ้อง
                เครดิตบูโรคือ สถาบันที่เก็บรวบรวมข้อมูลของการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิต ซึ่งข้อมูลนี้จะประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนที่บ่งชี้ถึงตัวบุคคล เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นประวัติการชำระสินเชื่อบนระบบสถาบันการเงิน และการชำระบัตรเครดิตต่างๆ ทั้งหมดของบุคคลนั้น รวมเรียกว่า "รายงานข้อมูลเครดิต" รายงานข้อมูลเครดิตจะมีการบันทึกและจัดเก็บวงเงินยอดหนี้คงค้าง รวมถึงประวัติการชำระลักษณะปกติและผิดนัดชำระในแต่ละสิ้นเดือนย้อนหลังไม่เกิน 36 เดือน
                โดยปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ แบล็กลิส หรือ บัญชีดำ แบบผิดๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เครดิตบูโรจะไม่มีสิทธิ์ในการจัดแบล็กลิสผู้ขอสินเชื่อ เพราะเครดิตบูโรจะทำหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูลประวัติการชำระสินเชื่อหรือบัตรเครดิตของสินเชื่อทุกบัญชีจากสถาบันการเงินตามข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เพราะการตัดสินใจว่าจะอนุมัติสินเชื่อหรือไม่นั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น รายได้ของผู้ขอสินเชื่อ หลักประกัน บุคคลผู้ค้ำประกัน เป็นต้น ในทางกลับกัน หากผู้ขอสินเชื่อมีประวัติการชำระสินเชื่อที่ตรงต่อเวลา และไม่มียอดหนี้คงค้างหรือมียอดหนี้คงค้างเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก รายงานเครดิตบูโรก็จะมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น
                โดยปกติทุกคนควรที่จะรักษาประวัติการชำระให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือตรงต่อเวลาก็จะช่วยให้การขอสินเชื่อในอนาคตมีโอกาสได้รับอนุมัติที่สูงขึ้น การปล่อยให้ประวัติการชำระเงินค้างไปเรื่อย ๆ จะทำให้ถูกบันทึกว่าค้างชำระ จนกระทั่งอาจจะถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
สำหรับใครบางคนที่บอกว่าไม่เห็นจะมีเจ้าหน้าที่มาทวงถาม หรือไม่เห็นว่าสถาบันการเงินจะทำการฟ้องร้องตนเองเลย สาเหตุเนื่องมาจากว่าลูกหนี้เหล่านี้มักจะมีมูลหนี้ที่ค้างชำระไม่มาก ทางสถาบันการเงินจึงไม่คิดที่จะติดตามทวงถามอย่างจริงจังเนื่องจากไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แต่ทางสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะมีการปล่อยให้ลูกหนี้เหล่านี้มีประวัติค้างชำระอยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโรไปเรื่อย ๆ เมื่อใดก็ตามที่ลูกหนี้มีความจำเป็นที่จะต้องขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินอื่นๆ ประวัติค้างชำระเหล่านี้จะลดโอกาสให้ลูกหนี้ได้รับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ สุดท้ายแล้วลูกหนี้จะต้องติดต่อกลับมาที่สถาบันการเงินที่ตนเองเคยมีประวัติค้างชำระอยู่ เพื่อทำการเจรจาชำระหนี้ที่คงค้างอยู่โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ตนเองกลับมามีสถานะผ่อนชำระเป็นปกติดังเดิม ดังนั้นแล้วความคิดที่ปล่อยให้มีประวัติค้างชำระไปเรื่อย ๆ คงจะเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะเราทุกคนคงจะไม่อยากมีปัญหาในอนาคตเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครดิตของตนเองในการขอสินเชื่อ

ขอบคณข้อมูลบางส่วนจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร)

 นายพากเพียร