แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพนด้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แพนด้า แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตอนที่ 12 Season 2 ชื่อตอน หาเงินตั้งตัวเป็นเถ้าแก่






       ความฝันอย่างหนึ่งของมนุษย์เงินเดือนที่มักจะได้ยินกันบ่อย ๆ คือ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากมีร้านเป็นของตัวเอง อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แต่ มักจะเจออุปสรรค์ใหญ่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีเงินทุน ยังไม่พร้อม เพราะเงินไม่พอ ต้องเก็บเงินก่อน เพื่อเอาไปเปิดร้าน ปัญหาเหล่านี้มีจะเกิดขึ้นเสมอ สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนต้องจัดการทางด้านการเงินเพื่อเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตจะมีลำดับขั้นตอนง่าย ๆ เพียง 2 ขั้นตอน คือตั้งเป้าหมายของการเริ่มต้นการมีกิจการของตัวเอง และ ลงมือปฏิบัติหาเงินลงทุน

แต่ก่อนที่จะเริ่มหาเงินทุนนั้น จะต้องกำหนดจำนวนเงินเป้าหมายของการตั้งต้นธุรกิจเสียก่อน ซึ่งในแต่ธุรกิจนั้นจะใช้เงินทุนที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับประเภท และขนาด ของธุรกิจ ซึ่งแต่ละคนจะต้องไปทำการศึกษาการธุรกิจของตนเองอย่างถ่องแท้ เข้าใจ และมีความพร้อมเสียก่อน สมมติว่า ธุรกิจที่สนใจเป็นร้านกาแฟ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 บาท พร้อมเงินทุนหมุนเวียนอีกประมาณ 50,000 บาท นั้นหมายถึงจะต้องมีเงิน 550,000 บาท สำหรับการลงทุนโดยไม่กู้ ถ้าผู้ที่สนใจอยากทำร้านกาแฟ มีเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท และมีความรอบรู้ด้านกาแฟเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งวิธีการชง การเลือกวัตถุดิบ การปรับรสชาติ และทำการตลาดแล้ว แต่มีเงินทุนเริ่มต้นอยู่ในปัจจุบันเพียง 100,000 บาท แสดงว่า รายนี้จะต้องหาเงินอีก 450,000 บาท โดยการใช้เงินเก็บของตนเอง ปัญหาคือ จะต้องเก็บเงินนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถเปิดร้านกาแฟได้???

ถ้ารายนี้สามารถเก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท เก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่สนใจเรื่องผลตอบแทนของการออมเงินอะไรเลย เขาจะต้องเก็บเงินเป็นระยะเวลา 90 เดือน หรือ 7 ปี 6 เดือน แต่ถ้าเก็บเงินโดยการหาเงินฝากที่จ่ายดอกเบี้ย 3% แบบรายเดือน จะทำให้เหลือเวลา 82 เดือน หรือ 6 ปี 10 เดือน ถ้าเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็น 5% จะทำให้ระยะเวลาเหลือ 72 เดือน หรือ 6 ปี ในความเป็นจริง การเก็บเงินอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ซึ่งสามารถใช้วิธีอื่น ๆ ได้นอกจากการฝากเงิน เช่นการลงทุนในหุ้น หรือกองทุน จะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจจะถึง 20% ต่อปี ทำให้ระยะเวลาลดลงได้อีก

การหาเงินลงทุนนั้น จะมีด้วยกันอยู่ 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ เงินทุน กับเงินกู้ ตามหลักของงบดุล เงินทุนในที่นี้หมายถึงส่วนของเจ้าของ (Equity) ด้วยชื่อก็บอกในตัวเองอยู่แล้วว่า ส่วนของเจ้าของ ย่อมหมายถึงเงินที่เจ้าของควักออกมาจ่ายเพื่อการลงทุนเอง ไม่ได้เกิดจากการหยิบยืมใคร เงินในส่วนนี้ ย่อมมีที่มาที่แตกต่างกันไป ซึ่งมักจะมีคำถามว่า ถ้าเป็นบุคคลทั่วไป ไม่ได้รวยมาแต่เกิด จะไปหาเงินเหล่านี้ได้จากที่ไหน ซึ่งส่วนของเจ้าของจะสามารถแบ่งประเภทแหล่งที่มาจากส่วนของเจ้าของได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. รอโชคชะตา หมายถึง รอให้ได้ลาภลอยมา จนได้เป็นเงินก้อน แล้วเอามาลงทุน แต่แบบนี้มีโอกาสน้อยมาก เช่น ถ้าต้องการถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 จะมีโอกาสเพียง 1 ในล้าน ใน 1 ปี มี 24 งวดที่ออก ซึ่งวิธีนี้ ลงทุนน้อย ความเสี่ยงสูง ไม่สามารถวางแผนอะไรได้ แล้วแต่บุญวาสนาเท่านั้น

2. มรดก หรือ เงินจากครอบครัว หมายถึง เงินที่เกิดขึ้นจากการมอบให้จากญาติ หรือ บุคคลในครอบ ทั้งการให้จากเจ้าของเดิม หรือ พินัยกรรม หรือ สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งจะมีข้อจำกัด 2 ประการคือ 1) ไม่ใช้ทุกคนจะได้เงินจากส่วนนี้ โดยเฉพาะชนชั้นกลางลงมา เพราะที่บ้านไม่ได้มีมรดกอะไรเอาไว้ให้ และ 2) เงินส่วนนี้มักจะได้มาโดยการแลกกับการสูญเสียบุคคลที่เคารพนับถือ ซึ่ง บางครั้งทำใจไม่ได้ถ้าจะเกิดความเสี่ยงในการลงทุนในการทำธุรกิจ เพราะมีคุณค่าทางจิตใจ

3. เก็บหอมรอมริบ หมายถึง เงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละวัน แต่ละเดือน หลายคนสามารถตั้งตัวได้จากการใช้แหล่งเงินประเภทนี้ แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางประการคือ ใช้ให้น้อยกว่าเงินที่หาได้ ปัญหาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่พนักงานกินเงินเดือนระดับกลาง ๆ ลงมา กลุ่มที่เงินเดือนไม่สูงมากนัก มักจะมีคำพูดว่า ขนาดเงินเดือนจะกินยังไม่ค่อยพอ แล้วจะเอาเงินเก็บที่ไหน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องกลับมาพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ ของรายได้และรายจ่ายว่า ในมุมของรายได้ จะมีวิธีไหนบ้างที่สามารถเพิ่มรายได้ได้บ้าง เช่น เพิ่มศักยภาพในการทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือนที่มากขึ้น บางคนใช้วิธีไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มฐานเงินเดือน บางคนใช้วิธีทำงานให้หนักขึ้น บางคนทำงานล่วงเวลา บางคนทำงานเสริมนอกเวลางาน แต่ทั้งนี้จะต้องเงินงานที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมด้วย  ในการทำงานเสริมนอกเวลางานนั้นจะมีข้อดีมากกว่าในการหารายได้อื่น ๆ อยู่ตรงที่เป็นการฝึกฝนทำธุรกิจหรือการค้าขายไปในตัว ซึ่งหลาย ๆ คนทำงานเสริมที่เป็นธุรกิจที่ต้องการลงทุน หรือเรียกว่าเปลี่ยนจากอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักไปเลยก็มี

ในการเก็บหอมรอมริบนั้น ยังมีแหล่งอื่น ๆ ที่สามารถกลายเป็นแหล่งเงินทุนได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขในการออมเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ LTF ต้องมีระยะเวลาในการลงทุน 5 ปี แล้วจะได้เป็นเงินก้อนที่ทุนกลับมาพร้อมกับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของราคา NAV ในแต่ละช่วงเวลา กองทุน RMF ต้องลงทุนในระยะยาวติดต่อกันทุกปีมากกว่า 5 ปีและต้องมีอายุ 55 ปี ขึ้นไป จึงจะได้เป็นเงินก้อนพร้อมผลตอบแทน และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งบางบริษัทจะมีการตั้งกองทุนนี้เพื่อให้พนักงานได้มีเงินเก็บในระยะยาว และทางบริษัทจะมีการสมทบในจำนวนที่เท่ากันกับพนักงาน เมื่อพนักงานลาออก จะสามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนต่อที่อื่นได้ แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องรักษาเงินในการลงทุนหรือออมไว้มากกว่า 5 ปี และอายุต้องมากกว่า 55 ปี หากมีการเปลี่ยนงานแล้วไม่ได้มีการสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนอายุ 55 ให้แสดงความประสงค์คงเงินไว้ในกองทุนจนอายุ 55 ปี จะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งทั้ง 3 กองทุนที่กล่าวมานั้น หากมีการผิดเงื่อนไข จะต้องนำเงินที่เคยหลักลดหย่อนภาษีไว้มาคำนวณเป็นรายได้ในปีภาษีที่ผิดเงื่อนไข ตามวิธีของสรรพากร และคำนวณภาษีใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งเงินเหล่านี้ อาจจะกลายเป็นอีกแหล่งหนึ่งในการลงทุนขนาดเล็ก ๆ ได้ ซึ่งบางคนยอมที่จะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปก็ตาม

ในการเก็บเงินเพื่อลการงทุนในกิจการนั้น จะต้องอาศัยวินัยในการออมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการออมระยะยาว นั้นคือจะต้องใช้การวางแผนการใช้จ่ายของตนเองให้ดี โดยแบ่งส่วนของรายจ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือนออกเป็นส่วน ๆ คือ ส่วนที่ค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อการดำรงชีพ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการอุปการะบุคคลในครอบครัว และค่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่จำเป็น และใช้จ่ายเพื่อการบันเทิง ซึ่งส่วนนี้จริง ๆ แล้วเป็นส่วนจำเป็นในชีวิตเพราะถ้าการทำงานกลายเป็นการทำมาหาเก็บ จะทำให้เกิดการท้อได้ในการออมเงินระยะยาว สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากที่กล่าวมาข้างต้น จะกลายเป็นเงินเก็บ ซึ่งสามารถจะกำหนดได้คร่าวๆ ว่าจะสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ คือ ในการเก็บเงินนั้นยังต้องแบ่งออกเป็นอีก 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนแรกเป็นการออมเงินเพื่อเป้าหมายของการทำธุรกิจ และส่วนที่ 2 เป็นการออมเงินเพื่อการใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิด การจะกำหนดเป็นส่วนๆ ง่าย ๆ ที่ 80% เป็นการออมเพื่อตั้งธุรกิจ และอีก 20% เป็นการออมเพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ออมไปเรื่อย ๆ จนกว่าค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินจะมีเท่ากับ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือน จึงหยุดและไปเพิ่มการออมในส่วนเพื่อการตั้งต้นธุรกิจแทน โดยการออมเพื่อค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินนั้น ให้ออมแบบที่มีสภาพคล่องสูง เช่นการออมในบัญชีออมทรัพย์ หรือกองทุนที่สามารถขายได้ทุกวัน เพราะยากฉุกเฉินนั้นมักจะไม่สามารถรอเวลาในการถอนเงินได้

4.  การร่วมหุ้นลงขัน ในวิธีการนี้ จะใช้เมื่อการลงทุนทำธุรกิจ ไม่สามารถลงทุนโดยคนเดียวได้ ต้องใช้เงินของคนมากกว่า 1 คน มาร่วมกัน ซึ่งรูปแบบในการลงขัน มีด้วยกันหลายวิธี ตั้งแต่การหุ้นเงินโดยการเชื่อใจกัน ไม่มีการจดทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้น ขั้นต่อไปเป็นการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคล เพื่อให้เกิดการรับรู้รายได้และมีการเสียภาษี ขั้นต่อไป เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จนไปถึงบริษัท ซึ่ง จะมีความซับซ้อน และข้อบังคับที่แตกต่างกันไป แต่หลักการสำคัญคือ การระดมเงินทุนจากหลาย ๆ คนเข้าด้วยกัน เพื่อนำมาลงทุนทางธุรกิจ และต้องมีการทำบัญชีเพื่อการชำระภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อกิจการใหญ่ขึ้น อาจจะกลายเป็น บริษัทมหาชน เพื่อขายหุ้นระดมทุนให้กับบุคคลทั่วไป หรือเป็น บริษัทข้ามชาติ (ที่ชอบลงท้ายด้วย Inc.) ก็ได้

ทั้งหมดเป็นช่องทางการหาเงินลงทุนแบบคร่าว ๆ ซึ่งในความเป็นจริงยังมีอีกหลายช่องทาง หรือมีนายทุนหลายคนที่มีความพร้อมในการเป็นแหล่งเงินในการลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมีนวัตกรรมที่ตรงต่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนนั้น ๆ อย่าง Apple Inc. เองก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า Venture Capital

ในด้านที่ 2 ของการหาเงินทุนคือการกู้ ซึ่งการกู้นั้น มีด้วยกันหลายช่องทางโดยสามารถแบ่งเป็น 3 ช่องทางใหญ่ ๆ คือ

1 กู้เงินจากบุคคล หรือ นิติบุคคลที่ไม่ใช้สถาบันการเงิน มีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น การกู้เงินที่บ้านหรือเพื่อน หรือบุคคลที่รู้จัก มาลงทุน เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ก็นำเงินไปคืนให้กับที่บ้าน หรือบุคคลเหล่านั้น สำหรับดอกเบี้ย ก็แล้วแต่กรณี ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเท่าไหร่ บางคนอาจจะไปกู้บริษัทของที่บ้านมาลงทุนก็ได้ ขึ้นกับสถานะและช่องทางของแต่ละคน

2. กู้เงินจากสถาบันการเงิน คำว่าสถาบันการเงินในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงธนาคารเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง โรงรับจำนำ สหกรณ์ หรือแม้แต่บริษัทประกันด้วย ในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน มีข้อดีที่มีกฎหมายคุ้มครอง มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน สามารถวางแผนจัดการได้โดยง่าย แม้แต่โรงรับจำนำนั้น ก็ยังมี พรบ.โรงรับจำนำควบคุมเอาไว้อยู่ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้กู้ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินก็ย่อมที่จะมีเงื่อนไขในการให้กู้อยู่ เช่น เงื่อนไขหลักประกัน เงื่อนไขการทำงานและรายได้ เงื่อนไขการชำระคืน เป็นต้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ถูกปฏิเสธการให้เงินกู้อยู่เป็นประจำ ผู้ที่ต้องการกู้เงินจากช่องทางกลุ่มนี้ จำต้องทำการศึกษา และสร้างประวัติทางด้านเครดิต การทำงาน ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของและสถาบัน สำหรับบริษัทประกัน ก็สามารถเป็นแหล่งเงินกู้ได้ สำหรับคนที่มีประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ สามารถกู้เงินจากมูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ของตนเองได้ ตามที่ทางบริษัทประกันได้แจ้งไว้ตามตารางกรรมธรรม์

3. แหล่งเงินทุนตามนโยบายของรัฐ แหล่งเงินทุนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นตามนโยบาย ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน โครงการกองทุนตั้งตัว ซึ่งเงื่อนไขจะแตกต่างกันไปในการกู้ยืมแต่ละโครงการ ข้อดีคือ โครงการเหล่านี้มักจะเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้กับผู้ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสถาบันการเงิน ทั่วไป หรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่สถาบันการเงินทั่วไปกำหนด

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการหาแหล่งเงิน เพื่อการลงทุน บางคนสามารถให้เงินมากกว่า 1 แหล่ง หรือเรียกว่าใช้แบบผสมก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือ อย่าทำธุรกิจที่เกินตัว คำว่าเกินตัวนั้นมีด้วยกัน 2 ทาง คือ เกินกว่าความสามารถในการดูแลธุรกิจด้วยตัวเอง ทำให้เกิดช่องรั่วไหลของธุรกิจได้ง่าย การรั่วไหลนี้ รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การพลาดโอกาสทางการขายจากการที่ดูแลไม่ทั่วถึง และ ในความหมายที่ 2 คือ การลงทุนที่เกินกว่าขนาดตลาด หรือ ไม่มีตลาดรองรับที่มากพอกับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ทั้งหมด

นายพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 9 Season 2 ชื่อตอน แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน







การเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน
                ปัญหาหนึ่งของการดำเนินธุรกิจคือการหาเงินทุนในการดำเนินการ  ซึ่งวิธีการหนึ่งคือการขอสินเชื่อ (กู้) ด้วยการใช้สินทรัพย์มาเป็นหลักประกัน หรือจะเรียกอีกอย่างกลาย ๆ ได้ว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งเป็นแนวความคิดจากกระทรวงการคลังของประเทศเปรู เพื่อให้คนได้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสิ่งที่ตนเองมีอยู่
สำหรับในทางธนาคารนั้น จะมีหลักการคล้ายกัน คือสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันสินเชื่อได้ ซึ่งสินทรัพย์ที่นำมาใช้ได้นั้น จะแบ่ง 3 ประเภทใหญ่คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร ทองคำ รถยนต์ ประเภทที่ 2 เป็นสินทรัพย์ประเภทตราสารทางการเงิน เช่น สมุดเงินฝาก ตั๋วเงิน ใบหุ้น เป็นต้น และสินทรัพย์ประเภทที่ 3 คือเอกสารแสดงสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิทางปัญญา สิทธิการเช่า ซึ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์แต่ละประเภทจะแตกต่างกัน ตามการเสื่อมค่าหรือเสื่อมราคา และสภาพคล่องในการขายทอดตลาด
สินทรัพย์ประเภทที่มีตัวตน จะสามารถแปลงให้เป็นทุนได้โดยการจำนอง จำนำ โดยผ่านเอกสารสิทธิ์ เช่นการจำนำที่ดินต้องมีโฉนด เพื่อเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือถ้าเป็นเครื่องจักร จะต้องมีการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในสินทรัพย์ประเภทนี้ จะได้วงเงินกู้สูงหรือต่ำ หนึ่งอยู่กับสภาพคล่องของสินทรัพย์เป็นหลัก เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสภาพดี ทำเลกรุงเมืองกรุง เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้สถาบันการเงินให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นที่ดินเปล่าที่ไม่อยู่ในเขตเมือง สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญลดน้อยลง สำหรับเครื่องจักรจะต้องพิจารณาว่า เครื่องจักรเครื่องนั้น เป็นเครื่องจักรที่มีการใช้อยู่นั้นมีผู้ใช้งานในตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นเครื่องจักรเฉพาะที่มีการใช้งานเพียงคนเดียว สถาบันการเงินจะให้คนสนใจน้อยกว่าเครื่องจักรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย และเครื่องจักรนั้น มีการเสื่อมสภาพรวดเร็วเพียงใด ถ้ายิ่งมีการเสื่อมสภาพเร็วเท่าใด ก็จะยิ่งนำมาเป็นทุนได้น้อยเท่านั้นสำหรับรถยนต์ก็เช่นกัน จะขึ้นอยู่กับรุ่นและปีของรถคันนั้น ๆ ถ้าเป็นรถที่มีการซื้อขายอยู่ทั่วไป หรือที่เรียกว่ายี่ห้อตลาด และรุ่นที่นิยมของตลาด จะได้วงเงินกู้สูงและดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าเป็นรถยี่ห้อที่ไม่ค่อยมีคนใช้หรือรุ่นที่ไม่นิยม จะได้เงินที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับราคาประเมิน และดอกเบี้ยแพงกว่า
สินทรัพย์ประเภทตราสารทางการเงิน จะสามารถใช้เป็นทุนได้เช่น สมุดเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล แสดงสิทธิ์การถือหุ้น ตราสารเหล่านี้จะมีหลักการเดียวกับสินทรัพย์ในประเภทจับต้องได้ คือ สภาพคล่อง ความเสี่ยงของตราสารในแต่ละประเภท และระยะเวลาของตราสารชนิดนั้น ๆ เพราะเนื่องจากตราสารแต่ละประเภทมีสภาพคล่องที่ไม่เหมือนกัน เช่นพันธบัตรรัฐบาลมีสภาพคล่องที่สูงกว่าหุ้นกู้เอกชน และมีความเสี่ยงทางด้านการผิดนัดชำระน้อยกว่า ทำให้วงเงินที่สถาบันการเงินให้ และอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า สำหรับตราสารบางประเภทจะมีระยะเวลาระบุเอาไว้ ทำให้มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาเป็นสิ่งต้องพิจารณา เช่น พันธบัตรรัฐบาล จะมีกำหนดอายุของตราสาร ถ้าเหลือเวลาน้อย การนำพันธบัตรมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเหลือน้อยตามไปด้วย สำหรับตราสารที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆ อย่างเช่น Warrant หรือใบแสดงสิทธิ์การซื้อตราสาร จะมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงราคาค่อนข้างสูง และมีระยะเวลาที่จำกัด ทำให้สถับนการเงินไม่รับการเป็นหลักประกัน นอกจากนั้นยังมีตราสารอีกหลายประเภทที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ เช่น เช็คล่วงหน้า เป็นต้น
หลักทรัพย์ประเภทสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นหลักทรัพย์ที่มีความซับซ้อน มากขึ้น แต่ทั้งนี้ยังคงอยู่ในหลักการเดิม คือ สถาพคล่อง ความเสี่ยง และการเสื่อมค่าของทรัพย์ ยกตัวอย่างสิทธิการเช่า สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้โดยการจดสิทธิ์การเช่าอสังหากับสำนักงานที่ดิน สถาบันการเงินจะให้เงินกู้ในบางส่วนของสิทธิการเช่านั้น โดยให้มีการผ่อนชำระหมดก่อนระยะเวลาสิ้นสุดการเช่า หรือสิทธิ์การเป็นเจ้าหนี้ หรือที่เรียกว่าการขายลด ทั้งการขายลด Invoice การขายลดสัญญาเงินกู้หรือสิทธิ์บัตรนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ที่ได้มีการจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ซึ่งแต่ละประเภทจะต้องมาพิจาณากฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสามารถจะทำการโอนสิทธิ์ได้หรือไม่
เมื่อผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้ทราบถึงหลักแล้ว ในขึ้นตอนต่อไปเป็นการหาสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อหรือรับหลักทรัพย์ในประเภทต่างนั้น เพราะในแต่ละสถาบันการเงินจะมีการรับสินทรัพย์เป็นหลักประกันที่แตกต่างกันไป เช่น โรงรับจำนำ รับสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องแก้วเจียระไน แต่ธนาคารไม่รับสินทรัพย์เหล่านี้มาเป็นหลักประกัน หรือในทางกลับกัน ธนาคารรับจำนำเครื่องจักร หรือทำลีสซิ่งเครื่องจักร แต่โรงรับจำนำไม่รับทำเป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเบื้องต้นของการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นเงินทุนที่สามารถทำได้

นายพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 8 Season 2 ชื่อตอน ทองจริง ทองปลอม








ทองจริง “ล้ำค่า” ทองปลอม “ลวงข้าฯ”
ทองคำ โลหะสูงค่า และอมตะ โลหะที่สามารถดำรงคุณค่าของตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าใด หรือจะเป็นสถานการณ์ใด ๆ ทองคำไม่เคยด้อยค่าในตัวเอง เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษของทองคำ ด้วยจุดเด่นสำคัญของทองคำคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา ไม่เป็นสนิมได้ง่าย หรือแทบจะไม่เป็นสนิมเลย มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดในโลก คือ
1.ความงดงามมันวาว (Luster) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์ (Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ประโยชน์จากทองคำ
                ทองคำนอกจากจะคุณสมบัติที่โดดเด่นทางด้านความสวยงาม คงทนแล้ว ทองคำยังมีประโยชน์ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโลหะสีเหลืองชนิดนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์จากทองคำได้ดังนี้
1.               ใช้เป็นเครื่องประดับ ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือน รองรับอัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู่เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2.               ใช้เป็นเครื่องมือทางความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลดได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า
3.               ใช้ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำถูกนำมาใช้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรานซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำ ใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสุญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อสารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ใช้งานหนัก หรือสปริงเลื่อนในลูกบิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ  ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ตัว และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4.               ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับดาวเทียม ชุดอวกาศ และยานอวกาศ แม้แต่ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย
5.               ใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองใช้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษาโรคภัย ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวมแล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลางทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน
การกำหนดมาตรฐานและหน่วยวัดทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ โดยการคิดเนื้อทองเป็นหน่วย กะรัตทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นมีค่าเท่ากับ 24 กะรัต นั่นหมายความว่า ทอง 1 กะรัต จะมีเปอร์เซ็นต์ทองเท่ากับ 4.1666 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา
สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 23.16K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้นคงทนต่อการสึกหรอ โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกิ้ล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน
การวัดน้ำหนักทอง จะมีหน่วยได้หลายหน่วยขึ้นกับประเทศและภูมิภานั้น ๆ
·        กรัม (Grams) จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล หรือนานาชาติก็ได้
·        ทรอยออนซ์ (Troy Ounces) และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 31.1034807 กรัม
·        ตำลึง,เทล (Taels) ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน 1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
·        โทลา (Tolas) จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง 1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
·        บาท (Baht) ใช้ในประเทศไทยซึ่งมีหน่วยวัดระหว่างทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่แตกต่างกัน ทองคำรูปพรรณ 1 บาท มีน้ำหนัก 15.16 กรัม และทองคำแท่ง 1 บาท มีน้ำหนัก 15.244 กรัม
(ขอขอบคุณข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ)
การพิสูจน์ทองจริงทองปลอม
                เนื่องจากทองคำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก จึงทำให้มีผู้ที่พยายามแสวงหาประโยชน์อันไม่สุจริตจากการปลอมแปลงทองคำอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การจะซื้อทองคำสักครั้ง โดยเฉพาะการซื้อจากบุคคลทั่วไป ย่อมที่จะเกิดโอกาสถูกหลอกได้โดยง่าย หลักการในการดูทองจริง หรือ ทองปลอมเบื้องต้น มีหลักการดังนี้ (แต่ต้องอาศัยความชำนาญในระดับหนึ่ง)
                1. สังเกตดูที่ยี่ห้อภาษาจีนหรือโลโก้ ซึ่งในแต่ละร้านจะมีการตอกตรายี่ห้อที่ไม่เหมือนกัน โดยใช้เป็นอักษรภาษาจีน แต่ถ้าอ่านภาษาจีนไม่ออกก็ให้ดูว่าการตอกโค๊ดของยี่ห้อชัดเจนหรือไม่ บางครั้งตอกแบบมั่วๆซ้ำไปซ้ำมาจนอ่านไม่รู้เรื่อง ก็ให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าเป็นทองปลอม แต่ปัจจุบันนี้มิจฉาชีพ สามารถปลอดได้ค่อนข้างเหมือนมาก หรือทำการโจรกรรมตัวตอกโค๊ดเลยก็มี หรือ บางคนก็ตัดข้อของยี่ห้อแท้มาใส่กับของปลอมเลยก็มี
2. สังเกตบริเวณที่ทองต้องเสียดสีกับสิ่งอื่นๆบ่อยๆ ยกตัวอย่างแหวนให้ดูบริเวณใต้ท้องแหวน เพราะเวลาใส่มันจะต้องกระทบกับสิ่งที่เราหยิบจับ ซึ่งถ้าหากมันชุบมาก็จะเห็นรอยถลอกให้เห็น ถ้าข้างในเป็นสีเงินๆหรือทองแดง แสดงว่าเป็นการชุบทองคำโดยมีโลหะอื่นอยู่ด้านใน
3. ใช้แม่เหล็กทดสอบ ถ้าเป็นทองแท้จะไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เลยกับแม่เหล็ก แต่ถ้าเวลาทดสอบอยู่ปรากฏว่าแม่เหล็กดูดติด แสดงว่ามีไส้เหล็กอยู่ด้านใน แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เหล็กได้
4. วัดน้ำหนักทองด้วยการโยนทองให้ตกกระทบบนมือเรา คือวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแต่สามารถระบุการเป็นทองจริงทองปลอมได้อย่างแม่นยำ เพราะถ้าทองจริงจะมีน้ำหนักมาก หรือมีความถ่วงมากกว่าโลหะชนิดอื่น ถ้าเป็นทองปลอมมันจะเบาๆ
5. ให้ดูที่ขนาดของทองคือ แต่ต้องทำการฝึกฝนซึ่งต้องรู้ก่อนว่าทอง 1 บาท มีขนาดประมาณเท่าไหร่ในแต่ละลาย ทอง ถ้าขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดที่ควรจะเป็น มีแนวโน้มที่จะเป็นทองปลอมได้ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่มีความถ่วงจำเพาะเกือบจะหนักที่สุดที่มีในโลกนี้ คือ ในการเปรียบความหนาแน่นของโลหะชนิดต่าง ๆ ในหน่วย kg/m3 : ทองคำ 19300, ตะกั่ว 11340, ทองแดง 8960 และเงิน 10500
7. ใช้แท่นหินและกรดไนตริกตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้น้ำกรดตรวจสอบเพราะทองจริงจะไม่ละลายในน้ำกรด แต่ถ้าเป็นโลหะอื่น ว่าถ้าเป็นโลหะอื่นๆเช่น ทองแดง เงิน เมื่อถูกกรดไนตริกจะละลายหายไปทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://siamgoldsilver.com
                แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทองปลอด มักจะเกิดจากการที่มิจฉาชีพ นำทองมาขายให้กับร้านทอง หรือ เกิดจากการซื้อขายทองระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่จะไม่เกิดจากการซื้อทองจากร้านทอง เนื่องจาก ร้านทองเมื่อรับซื้อทองเก่าไปแล้ว จะนำทองที่ได้ไปเข้าสู่การหลอม และขึ้นรูปใหม่เท่านั้น จึงไม่มีทองที่มิจฉาชีพนำมาขาย แล้วนำหมุนเวียนในตลาดต่อทันที


นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 6 Season 2 ชื่อตอน วิธีการเลือกซื้อรถ






แนวคิดการซื้อรถ
                เมื่อคนเราตัดสินใจว่าซื้อรถสักคัน ควรจะมีขั้นตอนในการตัดสินใจอยู่หลายขั้นตอน เพื่อให้ได้รถที่เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด ขั้นตอนเหล่านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
                ขั้นที่ 1 พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้รถ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์รองของการใช้รถอยู่ การพิจารณาวัตถุประสงค์หลัก จะทำให้ได้ประเภทของรถ ระหว่าง กระบะ รถเก๋ง รถ SUV เป็นต้น หากต้องการใช้รถเพื่อการค้า ส่งของหรือจะต้องมีการบรรทุกของอยู่เป็นประจำ ก็ควรจะเป็นรถกระบะ แต่ถ้าต้องการใช้เพื่อขับไปกับระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ต้องการนั่งสบาย ๆ ก็ให้พิจารณาทำรถเก๋ง ถ้าต้องการรถเพื่อการบรรทุกผู้โดยสารหลายคน ให้พิจารณาที่รถตู้ เป็นต้น สำหรับวัตถุประสงค์รอง เป็นเป็นการแบ่งรุ่นของรถ เช่น เมื่อต้องการรถกระบะเป็นวัตถุประสงค์หลัก แต่ต้องการใช้เป็นรถเพื่อครอบครัวด้วย อาจจะต้องพิจารณาเป็นรถกระบะ 4 ประตู หรือ ถ้าวัตถุประสงค์หลัก คือต้องการรถเพื่อขับไปทำงาน วัตถุประสงค์รองต้องการรถประหยัดน้ำมัน หาที่จอดง่าย ให้พิจารณาที่รถขนาดเล็ก เช่น Eco-Car หรือ City Car เป็นต้น การพิจารณาในขั้นนี้ จะได้เป็นกลุ่มรถที่ต้องการ
                ขั้นที่ 2 พิจารณาเรื่องงบประมาณ หรือกำลังซื้อ เพื่อเป็นการคัดกรองกลุ่มรถจากขั้นตอนเลือกรถตามวัตถุประสงค์การใช้รถ ให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่สามารถซื้อได้ตามกำลังจริง ๆ ในขั้นตอนนี้อาจจะพิจาณาเพิ่มเติมระหว่างรถเก่า และรถใหม่ได้ด้วย เพราะราคารถเก่าในรุ่น และแบบเดียวกัน มักจะมีราคาต่ำกว่าซื้อรถใหม่ หรือ ด้วยงบประมาณที่เท่ากัน อาจจะสามารถซื้อรถที่มีคุณสมบัติสูงกว่าก็ได้ ในการพิจารณาเรื่องงบประมาณนั้น ในขั้นตอนนี้จะรวมถึงการพิจารณาในการกู้ หรือ ซื้อเงินสดด้วย เนื่องจากรถแต่ละรุ่ แต่ละแบบ จะมีการวางเงินดาวน์ หรือ ดอกเบี้ยในการผ่อนชำระไม่เท่ากัน จะต้องสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายและสถานบันการเงินให้ครบถ้วนเสียก่อน
                ขั้นตอนที่ 3 การพิจารณาตามวิถีชีวิต และความชอบ ในขั้นตอนนี้ จะหมายถึงรูปแบบการใช้รถ เช่น ความชอบเรื่องรถเก่า หรือ รถใหม่ เพราะบางคนไม่ไว้ใจรถเก่า หรือต้องการความมั่นใจในคุณภาพของรถ จึงซื้อแต่รถใหม่ แต่บางคนกลับชอบรถเก่าเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และสามารถจัดการเรื่องการซ่อมได้ ซึ่งจุดเด่นของการซื้อรถมือสองคือเรื่องราคา
                ความตั้งใจในการใช้รถ บางคนตั้งใจจะใช้รถยาว ๆ ซื้อแล้วไม่ขาย และต้องการรถที่มีเทคโนโลยีสูง สามารถพิจารณาในรถบางยี่ห้อที่เน้นเรื่องของเทคโนโลยีได้ แต่ชอบเปลี่ยนรถบ่อย ๆ ทุก ๆ 3-5 ปี ควรจะดูที่รถที่ตลาดนิยมหรือเรียกว่า ยี่ห้อตลาด รถกลุ่มนี้ซื้อขายมือสองจะไม่ตกมาก
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของยี่ห้อรถ ซึ่งมีความชอบที่แตกต่างกัน เช่น ยี่ห้อรถยุโรป กับ ยี่รถญี่ปุ่น นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงการพิจารณาชุดแต่งต่าง ๆ ด้วย เพราะในรถรุ่นเดียวกัน จะมีลูกเล่นที่ชุดแต่งที่แตกต่างกัน เช่น มีชุดเครื่องเสียง ล้อมแมกซ์ สปอยเล่อร์ เบาะหนัง และการตกแต่งภายใน เป้นต้น ขั้นตอนนี้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาค่อนข้างเยอะซึ่งจะต้องพิจาณาให้ละเอียดรอบคอบ
ขั้นตอนที่ 4 ความชอบส่วนตัวของผู้ที่ตัดสินใจ หรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ๆ ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการตัดสินใจหลายประการ เช่น ความชอบ และความเชื่อส่วนตัวของผู้ซื้อหรือคนในครอบครัว บางคนจะมีเรื่องของความเชื่อการกับโชคลางเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อด้วย หรือ พนักงานขายรถ อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ 5 การพิจารณาโดยรวม เมื่อการพิจารณาผ่านทั้ง 4 ขั้นตอนแล้ว ให้มาพิจารณาถึงความสอดคล้องกันในแต่ละขั้นตอน ถ้ามีความขัดแย้งกันในแต่ละขั้นตอน ต้องมีให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละขั้นว่าในขั้นตอนไหนมีความสำคัญต่อการตัดสินใจมากกว่ากัน เช่น ถ้าเรื่องงบประมาณมีความสำคัญสูงสุด ทำให้ไม่สามารถได้รุ่นที่ต้องการได้ ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรุ่นตามกำลังซื้อของตนเอง ทั้งนี้ การซื้อรถสักคัน จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุข เนื่องรถเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสุข ถ้าเราซื้อรถได้ถูกใจ เมื่อใช้มีความสุข ทั้งสุขใจที่ได้รถถูกใจ สุขกายที่ได้รถไม่ติดปัญหาจุกจิก และสุขกระเป๋า ที่สามารถซื้อตามกำลังของตนเอง 


วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 5 Season 2 ชื่อตอน อาวุธทางการเงิน












อาวุธทางการเงินสำหรับธุรกิจ

                การทำธุรกิจที่ต้องใช้สินเชื่อนั้น จำเป็นจะต้องรู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้กู้ และ ป้องความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข โดยลักษณะของสินเชื่อที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1.   สินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan, Time Loan, Fixed Loan) สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารจะทำการอนุมัติให้เป็นวงเงินก้อนเพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้กู้อาจจะขอทำการเบิกใช้หลายครั้งได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ธนาคารได้ทำการอนุมัติไว้ในตอนแรก การผ่อนชำระจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อายุมากกว่า 1 ปี ส่วนมากจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส จะมีการกำหนดค่างวดเท่า ๆ กัน คล้ายกับการผ่อนบ้าน วัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะให้ไว้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ ส่วนใหญ่ในกรณีที่ต้องการขอวงเงินเกินกว่าที่ธนาคารได้เคยอนุมัติไว้ ผู้กู้จำเป็นต้องทำการปิดบัญชีวงเงินเดิมและทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.   สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note, หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ตั๋ว P/N) เป็นสินเชื่อระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี อาจจะเป็น ระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ การชำระคืนโดยส่วนมาก จะให้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบกำหนด หรือ จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกเดือน แล้วจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายเมื่อครบกำหนดก็ได้ วัตถุประสงค์ของตั๋ว P/N จะมีไว้เพื่เสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ ผู้กู้อาจจะสามารถขอใช้สินเชื่อประเภทนี้ในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธุรกิจ
3.   สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft :O/D) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเผื่อเรียก จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยการถอนเงินผ่านบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็ค หรือบัตร ATM เมื่อมีการใช้วงเงิน สถานะของบัญชีก็จะขึ้นเป็นติดลบทันที ในกรณีที่มีการจ่ายเงินเข้ามาในบัญชี ก็จะทำให้มีสถานะการติดลบลดน้อยลงหรือหมดไป สำหรับดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้นั้นจะคิดจากจำนวนเงินที่ติดลบในแต่ละวัน และทำการเรียกเก็บเมื่อถึงสิ้นเดือน หากเรียกเก็บแล้ว แต่ผู้กู้ยังไม่ทำการชำระเข้ามาในบัญชี ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มเป็นเงินต้น เพื่อใช้ร่วมสำหรับการคิดดอกเบี้ยงวดในงวดต่อไป
4.   สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการแต่ยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าของตนเองได้ในทันที ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถถือเป็นหลักประกันสินเชื่อได้คือใบวางบิล โดยสินเชื่อประเภทนี้ธนาคารยินดียอมเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระค่าสินค้าและบริการ และธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการอีกทอดหนึ่งเมื่อถึงวันกำหนดชำระค่าสินเชื่อและบริการ โดยใช้ใบวางบิลเป็นหลักฐานในการแสดงสิทธิ์ขอเรียกเก็บเงิน สำหรับสินเชื่อแบบ Factoring นั้นส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าแก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการ
5.   สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ ลิสซิ่ง (Leasing) การเช่าซื้อและการทำลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจ โดยที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องการหาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะมีสภาพเป็นหลักประกันในตัวเอง ซึ่งวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบกล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นผู้เช่าซื้อสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น ส่วนสินเชื่อลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ จะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้ขอใช้สินเชื่อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ, ต่อสัญญาเช่า, หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น (ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
6.   Bank Guarantee หรือ Bond/Guarantee โดยปกติเราจะเรียกกันอย่างย่อว่า B/G คือเอกสารหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารเพื่อค้ำประกันว่า หากลูกค้าของธนาคารไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกันเป็นการชดเชย เช่น การค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคา การค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา การค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า การค้ำประกันเงินกู้ และการค้ำประกันต่อกรมศุลกากร เป็นต้น

หนังสือค้ำประกัน กำหนดเป็น 5 ประเภท ดังนี้
·       หนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา (TEDER GUARATEE หรือ BID BOND) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคา
·       หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา (PERFORMANCE BOND) เป็นการค้ำลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญารับจ้างงาน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
·       หนังสือค้ำประกันการขอรับเงินล่วงหน้า (ADVANCE PAYMENT GUAREANTEE) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าได้รับเงินค่าจ้าง หรือค่าขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาของลูกค้า
·       หนังสือค้ำประกันผลงาน (RETENTION MONEY BOND) เป็นการค้ำประกันคุณภาพความชำรุดบกพร่องของงาน และ/หรือ สินค้าที่ได้ส่งมอบตามสัญญา
·       หนังสือค้ำประกันประเภทอื่น (LETTER OF GUARANTEE – OTHERS) เป็นการค้ำประกัน นอกจาก 1 - 4
7.    การอาวัล (Aval) เป็นการค้ำประกันการจ่ายเงินตามตั๋วเงิน เมื่อมีการออกตั๋วเงินลงวันที่ชำระหนี้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค โดยการที่ธนาคารลงนามอาวัลบนตั๋วเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันผู้ออกตั๋วเงินในการจ่ายเงินตามเขื่อนไขที่กำหนดในตั๋วเงินนั้นๆ เพื่อให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเพื่อชำระหนี้ โดยปกติแล้วในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่แน่ใจในความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ผู้ออกตั๋ว ลูกหนี้หรือผู้สั่งจ่ายตามตั๋วเงินจึงจำเป็นต้องหาบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือมาลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงิน เพื่อเป็นการค้ำประกันตั๋วเงิน
สินเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสินเชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะมีสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะขึ้นกับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น การขายลดเช็ค หรือตราสารเพื่อการค้าอย่างเช่น Trade Finance การรับรองตั๋ว (Acceptance) เป็นต้น การเลือกใช้สินเชื่อประเภทไหน ขึ้นอยู่กับ หลังทรัพย์ค้ำประกัน การใช้ไปของเงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


คุณพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 2 Season 2 ชื่อตอน ทำประกันบ้าน (MRTA)








ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 กันยายน 2555

ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ
หลาย ๆ คนคงจะมีประสบการณ์การกู้บ้านและธนาคารจะถาม หรือชี้ช่อง หรือแนะนำการทำประกันชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อบ้านที่กู้มา ซึ่งการทำประกันประเภทนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างจากการทำประกันชีวิตอื่น ๆ แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับการประกันชีวิตเสียก่อน การประกันชีวิตคือการลดความเสียหายอันเกิดมาจากการสูญเสียชีวิต หมายความว่า เมื่อเราเสียชีวิตแล้ว จะมีคนมาช่วยเรื่องค่าความเสียหายต่าง ๆ ไว้ตามที่ได้ตกลงกับผู้รับประกัน (บริษัทประกัน) และเมื่อนำประกันชีวิตมาใช้กับการลดความเสียหายที่เกิดจากการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน หมายความว่า เมื่อผู้เอาประกัน(ซึ่งต้องเป็นคนเดียวกับผู้กู้) เกิดเสียชีวิต จะมีผู้มาจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่แทน ข้อดีของกรมธรรม์ประเภทนี้คือ ผู้ที่กู้เงินไม่ต้องกังวล หรือทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักในการหารายได้ให้กับครอบครัว และยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปทำการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย สำหรับคนที่ทำประกันเกินว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจคือ ทุนประกันคุ้มครองอาจจะไม่เท่ากับมูลหนี้ที่เหลืออยู่ได้ การทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA  (Mortgage Reducing Term Assurance) นั้น จะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันครั้งเดียว และจะมีการคุ้มครองในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ อาจจะเป็น 10 ปี 15 ปี หรือ 30 ปี ซึ่งกรมธรรม์นั้น ๆ จะคิดทุนประกันคุ้มครองลดลงไปเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ขอทำประกัน โดยที่ทุนประกันจะลดลงเรื่อย ๆ และจะหมดพอดีเมื่อหมดระยะเวลาประกัน ซึ่งบริษัทประกันจะไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วผู้กู้เหลือเงินเท่าใดถ้ามีการโป๊ะ หรือปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย บริษัทประกันจึงตั้งสมมติฐานว่า เงินกู้จะหมดลงเท่ากับระยะเวลาที่กรมธรรมหมดพอดี เช่น ทุนประกันเริ่มต้น 1,000,000 บาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี ปีแรกจะคุ้มครอง 1,000,000 บาท ปีที่ 2 จะคุ้มครอง 900,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) ไปเรื่อย ๆ จนปีที่ 10 คุ้มครอง 100,000 บาท  แต่ปัญหาคือ ผู้เอาประกันหลายคน กู้เงิน 30 ปี แต่ทำประกันแค่ 10 ปี ดังนั้น ทุนประกันจะลดลงเร็วว่าเงินต้นที่ลดลง สมมติว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในปีที่ 8 เงินต้นจะยังคงเหลืออยู่เยอะ เพราะยังต้องผ่อนอีก 22 ปี แต่ทุนประกันจะหมดแล้ว จะเกิดส่วนต่างขึ้น สิ่งที่ธนาคารต้องทำคือ การขอเรียกชำระหนี้ส่วนขาดจากกองมรดก (นั่นก็คือบ้านที่ได้จำนองไว้) ถ้าผู้รับมรดกมีความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารก็จะสามารถพิจารณาเปลี่ยนผู้กู้ได้ หรือให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเพื่อปิดบัญชี หรือขายทรัพย์ทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
                สิ่งที่ผู้กู้ต้องให้ความสนใจ ก่อนที่จะทำประกันนอกเหนือจากเบี้ยประกันคือ ตารางกรมธรรม์ เพื่อจะได้ทราบว่าการคุ้มครองในแต่ละช่วงปีอยู่ที่เท่าใด และควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่ผู้กู้ (ผู้เอาประกัน) เสียชีวิต จะมีประโยชน์เท่าใดตกแก่ผู้รับประโยชน์บ้าง โดยปกติแล้ว MRTA ผู้รับประโยชน์คนแรกจะเป็นธนาคาร แต่ถ้ามีประโยชน์ส่วนเกิน จะยกให้กับผู้รับประโยชน์ที่ผู้เอาประกันได้ระบุชื่อไว้ เพื่อให้ผู้ที่ต้องจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินนี้ ทราบเกี่ยวกับวงเงินคุ้มครองและหนี้สินที่เหลืออยู่

นายพากเพียร

ผู้เอาประกันหมายถึง ผู้ที่ทำสัญญาไว้กับชีวิตของคนเอง ซึ่งการจ่ายสินไหมจะจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้เอาประกัน

ผู้รับประโยชน์ หมายถึง เมื่อมีเงินค่าสินไหมจากบริษัทประกันชีวิต ถ้าผู้เอาประกันไม่ได้รับ หรือไม่สามารถรับได้ ผู้ที่มีสิทธิคนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้ที่มีสิทธิ์คนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง บุตร หรือ คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้รับประโยชน์จะมีคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ ตามความประสงค์ของผู้เอาประกัน แต่ไม่สามารถให้กับเพื่อน โดยเฉพาะเพศเดียวกันได้

นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 1 Season 2 ชื่อตอน เงินโอน









การโอนเงินมีมากกว่าที่คิด
               ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่เป็นจำนวนมากเรื่องการโอนเงิน ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจว่ามีอยู่ 2 วิธีคือการโอนเงินผ่านตู้ ATM และการโอนเงินที่เคาท์เตอร์ธนาคาร แต่จริง ๆ การโอนเงินยังมีเครื่องมืออีกมากมาย สามารถเลือกใช้ได้ตามจำนวนเงิน ระยะเวลาดำเนินการ และค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป
            วิธีที่ 1 การนำเงินสดฝากเข้าบัญชีผู้รับเงินปลายทาง วิธีนี้ถ้าบัญชีของผู้รับเงินปลายทางอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับสาขาธนาคารที่ท่านกำลังทำธุรกรรม จะไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนในการนำฝากเข้าบัญชี แต่ถ้าเป็นการฝากเข้าบัญชีที่อยู่ต่างจังหวัด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคู่สาย 20 บาท และ ค่าธรรมเนียมการฝากอีก 0.1% (ปัดเศษ 1 บาท) ข้อดีของวิธีนี้คือปลายทางจะได้รับเงินทันที ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากเมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ท
             วิธีที่ 2 ถอนจากบัญชีหนึ่งแล้วฝากเข้าอีกบัญชีหนึ่งที่อยู่ในธนาคารเดียวกันโดยพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ แบบนี้จะเรียกว่า Transfer (TR) ถ้าสาขาที่ทำรายการเป็นสาขาเดียวกับบัญชีที่ถอนเงิน จะสามารถถอนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าบัญชีต้นทางกับสาขาที่ถอนเงินต่างกัน จะสามารถถอนได้ตามประกาศของแต่ละธนาคาร สำหรับค่าธรรมเนียมจะเท่ากับวิธีที่ 1ในกรณีที่นำฝากเงินข้ามจังหวัด ข้อดีคือผู้รับสามารถรับเงินได้ทันที
             วิธีที่ 3 การโอนเงินผ่านบัตร ATM เป็นการโอนที่สามารถได้รับเงินที เหมาะสำหรับเงินโอนจำนวนไม่มาก ไม่เกิน 100,000 บาท (และไม่เกิน 30,000 บาทต่อครั้ง) ทำรายการได้ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ สำหรับค่าธรรมเนียมสามารถสรุปได้เป็นตารางดังนี้
รายการ
ทำรายการที่เครื่อง ATM ผู้ออกบัตร
ทำรายการที่เครื่อง ATM ธนาคารอื่น
การสอบถามยอด
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
การถอนเงิน
เครื่อง ATM อยู่เขตเดียวกับบัตร
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินบัญชีในบัตร
ในเขต
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
นอกเขต
10 บาท/ครั้ง
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินไปบัญชีอื่นในธนาคารเจ้าของบัตร
ในเขต
ฟรี
ทำรายการไม่ได้
นอกเขต
15 บาท/ครั้ง
ทำรายการไม่ได้
การโอนเงินต่างธนาคาร
เงินโอนไม่เกิน 10,000 บาท
25 บาท/ครั้ง
25 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)
เงินโอนมากกว่า 10,000 บาท
35บาท/ครั้ง
35 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)

         วิธีที่ 4 โอนด้วยบัตร ATM ที่เคาท์เตอร์ธนาคาร (เฉพาะบางธนาคารเท่านั้น) ใช้ในกรณีที่ปลายทางต้องการจะได้รับเงินทันที แต่ตู้ ATM ใกล้เคียงอาจจะมีปัญหาและผู้โอนลืมนำสมุดบัญชีเงินฝากของตนเองติดตัว วิธีนี้สามารถโอนเงินได้สุดสุด 100,000 บาท แค่ค่าธรรมเนียมจะเริ่มจาก 50-120 บาท
           วิธีที่ 5 การใช้ดราฟท์ วิธีการแบบนี้จะคล้ายกับการใช้เช็ค แต่ผู้โอนหรือผู้ซื้อดราฟท์จะต้องระบุชื่อผู้รับโอน,ชื่อธนาคาร และชื่อของสาขาปลายทาง โดยผู้ซื้อจะต้องส่งมอบดราฟท์ไปให้ผู้รับเงินด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง วิธีนี้จะเหมาะสำหรับการโอนเงินไปต่างจังหวัดในจำนวนที่มาก ๆ แบบหลายแสนบาท ถึงหลักล้านบาท เพราะจะมีค่าธรรมเนียม 0.25% และวงเงินขั้นต่ำ 500 บาท ผู้ที่ได้รับดราฟท์สามารถขึ้นเงินเข้าบัญชีของตนเองได้ทันทีถ้าอยู่ในเวลาเคลียริ่ง หรือ วันทำการถัดไปและไม่มีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บ สำหรับความปลอดภัยเหมือนกับ A/C Payee ของเช็ค
          วิธีที่ 6 การเงินรายใหญ่โดยใช้ BATHNET เป็นวิธีการโอนเงินแบบที่ได้เงินเร็วและโอนต่างธนาคารได้ ซึ่งจะมีรอบเวลาการโอนในแต่ละวัน เหมาะกับการโอนเงินแบบวงเงินสูง หรือ 1,000,000 บาทขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านบาท ค่าธรรมเนียม จะเป็นลักษณะค่าธรรมเนียมเหมาจ่าย ถ้าผู้รับและผู้โอนอยู่ในกรุงเทพ จะเสียค่าธรรมเนียม 250 บาท ถ้าผู้รับหรือผู้โอน คนใดคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัด จะเสียค่าธรรมเนียม 900 บาท
         วิธีที่ 7 การโอนรายย่อยด้วยระบบ ITMX Bulk Payment Same Day เป็นการโอนลักษณะโอนเป็นชุด หรือเรียกว่า โอนจากต้นทาง 1 คนสู่หลายคน แต่มีบางธนาคารสามารถโอนจาก 1 คนสู่ 1 คนก็ได้ โดยธนาคารจะกำหนดรอบการโอน โดยมากใช้กับนิติบุคคล หรือ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ในการจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งจะสามารถรับเงินได้ในวันเดียวกันกับวันที่โอน ไม่มีกำหนดเรื่องที่อยู่ของผู้รับ ขอเพียงให้อยู่ในประเทศ ค่าธรรมเนียมการโอนขึ้นอยู่กับจำนวนการโอนและวันที่ต้องการรับเงิน  คือถ้าต้องการรับเงินในวันเดียวกันและเงินโอนไม่เกิน 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียม 20 บาท ไม่เกิน 500,000 บาท คิด 75 บาท ไม่เกิน 2,000,000 บาท คิด 200 บาท แต่ถ้ารอเวลาการรับเงินเป็นอีก 1-2 วันทำการ และโอนเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาท เราจะเรียกว่า ITMX Bulk Payment Next Day ซึ่งจะคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 12 บาท ซึ่งมีบางธนาคารจะรับทำรายการผ่านทาง Internet แต่โดยทั่วไปจะให้บริการเฉพาะบริษัทห้างร้านเท่านั้น
            สำหรับเรื่องเช็ค เอาไว้โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ
                
นายพากเพียร