แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mrta แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mrta แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 2 Season 2 ชื่อตอน ทำประกันบ้าน (MRTA)








ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 กันยายน 2555

ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ
หลาย ๆ คนคงจะมีประสบการณ์การกู้บ้านและธนาคารจะถาม หรือชี้ช่อง หรือแนะนำการทำประกันชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อบ้านที่กู้มา ซึ่งการทำประกันประเภทนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างจากการทำประกันชีวิตอื่น ๆ แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับการประกันชีวิตเสียก่อน การประกันชีวิตคือการลดความเสียหายอันเกิดมาจากการสูญเสียชีวิต หมายความว่า เมื่อเราเสียชีวิตแล้ว จะมีคนมาช่วยเรื่องค่าความเสียหายต่าง ๆ ไว้ตามที่ได้ตกลงกับผู้รับประกัน (บริษัทประกัน) และเมื่อนำประกันชีวิตมาใช้กับการลดความเสียหายที่เกิดจากการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน หมายความว่า เมื่อผู้เอาประกัน(ซึ่งต้องเป็นคนเดียวกับผู้กู้) เกิดเสียชีวิต จะมีผู้มาจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่แทน ข้อดีของกรมธรรม์ประเภทนี้คือ ผู้ที่กู้เงินไม่ต้องกังวล หรือทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักในการหารายได้ให้กับครอบครัว และยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปทำการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย สำหรับคนที่ทำประกันเกินว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจคือ ทุนประกันคุ้มครองอาจจะไม่เท่ากับมูลหนี้ที่เหลืออยู่ได้ การทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA  (Mortgage Reducing Term Assurance) นั้น จะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันครั้งเดียว และจะมีการคุ้มครองในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ อาจจะเป็น 10 ปี 15 ปี หรือ 30 ปี ซึ่งกรมธรรม์นั้น ๆ จะคิดทุนประกันคุ้มครองลดลงไปเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ขอทำประกัน โดยที่ทุนประกันจะลดลงเรื่อย ๆ และจะหมดพอดีเมื่อหมดระยะเวลาประกัน ซึ่งบริษัทประกันจะไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วผู้กู้เหลือเงินเท่าใดถ้ามีการโป๊ะ หรือปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย บริษัทประกันจึงตั้งสมมติฐานว่า เงินกู้จะหมดลงเท่ากับระยะเวลาที่กรมธรรมหมดพอดี เช่น ทุนประกันเริ่มต้น 1,000,000 บาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี ปีแรกจะคุ้มครอง 1,000,000 บาท ปีที่ 2 จะคุ้มครอง 900,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) ไปเรื่อย ๆ จนปีที่ 10 คุ้มครอง 100,000 บาท  แต่ปัญหาคือ ผู้เอาประกันหลายคน กู้เงิน 30 ปี แต่ทำประกันแค่ 10 ปี ดังนั้น ทุนประกันจะลดลงเร็วว่าเงินต้นที่ลดลง สมมติว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในปีที่ 8 เงินต้นจะยังคงเหลืออยู่เยอะ เพราะยังต้องผ่อนอีก 22 ปี แต่ทุนประกันจะหมดแล้ว จะเกิดส่วนต่างขึ้น สิ่งที่ธนาคารต้องทำคือ การขอเรียกชำระหนี้ส่วนขาดจากกองมรดก (นั่นก็คือบ้านที่ได้จำนองไว้) ถ้าผู้รับมรดกมีความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารก็จะสามารถพิจารณาเปลี่ยนผู้กู้ได้ หรือให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเพื่อปิดบัญชี หรือขายทรัพย์ทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
                สิ่งที่ผู้กู้ต้องให้ความสนใจ ก่อนที่จะทำประกันนอกเหนือจากเบี้ยประกันคือ ตารางกรมธรรม์ เพื่อจะได้ทราบว่าการคุ้มครองในแต่ละช่วงปีอยู่ที่เท่าใด และควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่ผู้กู้ (ผู้เอาประกัน) เสียชีวิต จะมีประโยชน์เท่าใดตกแก่ผู้รับประโยชน์บ้าง โดยปกติแล้ว MRTA ผู้รับประโยชน์คนแรกจะเป็นธนาคาร แต่ถ้ามีประโยชน์ส่วนเกิน จะยกให้กับผู้รับประโยชน์ที่ผู้เอาประกันได้ระบุชื่อไว้ เพื่อให้ผู้ที่ต้องจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินนี้ ทราบเกี่ยวกับวงเงินคุ้มครองและหนี้สินที่เหลืออยู่

นายพากเพียร

ผู้เอาประกันหมายถึง ผู้ที่ทำสัญญาไว้กับชีวิตของคนเอง ซึ่งการจ่ายสินไหมจะจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้เอาประกัน

ผู้รับประโยชน์ หมายถึง เมื่อมีเงินค่าสินไหมจากบริษัทประกันชีวิต ถ้าผู้เอาประกันไม่ได้รับ หรือไม่สามารถรับได้ ผู้ที่มีสิทธิคนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้ที่มีสิทธิ์คนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง บุตร หรือ คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้รับประโยชน์จะมีคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ ตามความประสงค์ของผู้เอาประกัน แต่ไม่สามารถให้กับเพื่อน โดยเฉพาะเพศเดียวกันได้

นายพากเพียร