แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอนที่ 10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตอนที่ 10 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 10 Season 2 ชื่อตอน ดอกเบี้ยเงินกู้





ดอกอะไรที่ไม่เคยเหี่ยวเฉา ใช่เลยดอกเบี้ยนั้นเอง ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก น้ำจะท่วม ดอกเบี้ยก็เบ่งบาน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจะยุบตัว หดตัวได้เนื่องจากเงินต้นลดที่ลง นั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเงินต้นเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยนั้น จะต้องทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเสียก่อน คำแรกคือคำว่าดอกเบี้ย หมายถึง จำนวนเงินที่เป็นการตอบแทนของการใช้เงินต้น เงินต้น หมายถึง จำนวนเงินที่ได้มีการกู้ยืม หรือ เงินที่ใช้เป็นการอ้างอิง อัตราดอกเบี้ย หมายถึง อัตราผลตอบแทนของการใช้เงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะนิยมกำหนด 1 ปี แต่อาจจะพบเป็นแบบรายเดือน หรือรายวันก็ได้ สุดท้าย วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นวิธีการคำนวณ มีด้วยกันอยู่หลายวิธี
สำหรับในทางเศรษฐศาสตร์ดอกเบี้ยหมายถึง ค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งซึ่งจัดได้ว่าเป็นค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตประเภททุน แต่สำหรับในด้านของการเงินแล้วดอกเบี้ยจะหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายชำระแก่ผู้ให้กู้ เนื่องจากได้นำเงิน หรือของมีค่าของผู้กู้ไปใช้ประโยชน์ โดยสัญญาว่าจะชำระคืนเต็มมูลค่าในวันที่กำหนดในอนาคต โดยทั่วไปดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละของ เงินต้น ซึ่งมักเรียกกันว่า“อัตราดอกเบี้ย”

วิธีการคิดหรือการคำนวณดอกเบี้ยนั้น สามารถแบ่งได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
1 การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่
2 การคิดดอกเบี้ยแบบหักต้น
3 การคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น
4 การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่หรือ flat rate เป็นวิธีการคิดโดยการใช้อัตราดอกเบี้ย คูณกับ เงินต้น ณ วันที่เริ่มการกู้และคูณด้วยระยะเวลา จะได้ผลลัพธ์เป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนำมาบวกกลับกับเงินต้น จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนงวด ซึ่งจะได้เป็นค่างวด ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยวิธีนี้ คือ คิดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถคิดได้เร็ว เข้าใจง่าย แต่ข้อเสียคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้กู้ ได้มีการจ่ายเงินต้นไปบางส่วนแล้ว แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยที่คำนวณเงินต้นเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณ จึงมักจะมีอัตราที่น้อยกว่าแบบอื่น ๆ

ดอกเบี้ยแบบหักต้น เป็นการหักดอกเบี้ยจากเงินต้น ณ วันแรกที่กู้เงิน เช่น เงินต้น 100 บาท ดอกเบี้ย 5 บาท ผู้กู้รับเงินจริง 95 บาท เมื่อครบกำหนด ต้องนำเงินมาคืน 100 บาท สิ่งที่เป็นข้อดี คือ การคิดถึงเงินที่ต้องนำมาคืนมักจะเป็นจำนวนเต็ม ไม่มีเศษ ง่ายต่อการจดจำ แต่ข้อเสียคือ ดอกเบี้ยจริง ๆ แล้ว จะต้องคิดจากเงิน ต้น 95บาทดอกเบี้ย 5 บาท จึงไม่ใช่ 5 % แต่เป็น 5/95 = 5.26% ดอกเบี้ยแบบนี้ อาจจะเห็นได้ในการให้สินเชื่อเพื่อการค้าระยะสั้น หรือ เงินกู้นอกระบบ

ดอกเบี้ยแบบทบต้น เป็นการนำดอกเบี้ยที่ถึงเวลาที่ผู้กู้ต้องจ่าย แล้วแต่ยังไม่มีการชำระนำกลับบวกเพิ่มกับเงินต้นที่ค้างชำระ เพื่อใช้ในการหาดอกเบี้ยใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่ไม่ได้มีการจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแบบนี้จะเห็นได้จากการคำนวณของวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ O/D ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายค่างวด หรือดอกเบี้ยให้ตรงต่อเวลา

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยตามความเป็นจริง วิธีการคำนวณอัตราดอกแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) มีวิธีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อนกว่าแบบอื่นๆ โดยมักจะใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก, สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อธุรกิจ, และบัตรเครดิตบางประเภท โดยวิธีการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้นั้นทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำยอดเงินต้นคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ยรายปี หาร ด้วย 365 วัน และคูณด้วยจำนวนวันนับจากวันที่มีการชำระค่างวดครั้งสุดท้าย ดังนั้นในงวดถัดไปเมื่อมีการผ่อนชำระเพื่อให้จำนวนเงินต้นคงเหลือลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย โดยสัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายกับเงินต้นคงเหลือจึงเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้ ดังนั้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยทุกงวดเท่ากับดอกเบี้ยที่แจ้งไว้ในครั้งแรก

การคิดอัตราดอกเบี้ยรายวันนั้นสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ดังนี้ 
1 ให้พิจารณาว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ออะไร ต่อปี หรือ ต่อเดือน ถ้าเป็นต่อปีจะหมายถึง 365 วัน หรือ ต่อเดือน หมายถึง 30 วัน
2 ให้นำอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ แล้วหารด้วยจำนวนวันต่อ เดือน หรือจำนวนวันต่อปี

เมื่อทำทั้ง 2 ขั้นตอนนี้แล้วจะได้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน แต่ให้ระวังเรื่องการปัดเศษ ซึ่งควรจะใช้ทศนิยมไม่น้อยว่า 5 ตำแหน่งเพื่อลดความบิดเบือนของอัตราดอกเบี้ย

การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น จะเป็นการคิดที่มีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่เป็นการคิดที่ยุติธรรม ตามเงินต้นที่ใช้ไปจริง ๆ ตามเวลาที่ได้ใช้ไปจริง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการใช้คำนวณดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 10 Refinance คุ้มจริงหรือ







การ Refinance บ้าน คุ้มจริงหรือ
คนไทยส่วนใหญ่มักจะกู้ซื้อบ้าน มากกว่าการซื้อด้วยเงินสด และเมื่อกู้ไปสักพักหนึ่งแล้วประมาณ 3-5 ปี ก็จะเตรียม Refinance ไปสถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อต้องการให้ดอกเบี้ยถูกลง แต่ในการ Refinance จะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่แฝงอยู่โดยธรรมชาติ จึงต้องพิจารณาประกอบกันให้ดี เพื่อจะได้มั่นใจว่า การย้ายสถาบันการเงินแล้วได้ประโยชน์จริง ๆ
ในการ Refinance นั้น จะต้องพิจารณาในหลาย ๆ
ประการแรกคือ ความแตกต่างของดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีข้างหน้า ระหว่างที่เดิมกับที่ใหม่ เหตุที่ต้องคิด 3 ปีเพราะข้อกำหนดค่าปรับการ Refinance มักจะกำหนดไว้ที่ 3 ปี
ประการที่ 2 คือ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้แก่ ค่าจดจำนอง 1% ของมูลจำนอง, เบี้ยปรับกรณีปิดบัญชีสินเชื่อด้วยการ Refinance ก่อนกำหนด (อ่านได้ในสัญญาเงินกู้)
ประการที่ 3 คือ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่ใหม่, ค่าประกันอัคคีภัย, ค่าใช้จ่ายเดินทางในการติดต่อประสานงาน
เมื่อได้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ให้นำค่าใช้จ่ายประการที่ 2 และ 3 มารวมกันแล้วเฉลี่ยออกเป็น 3 ปี จะได้เป็นค่าใช้จ่ายต่อปี บวกกลับไปที่ดอกเบี้ยเฉลี่ยของที่ใหม่ แล้วนำไปหาส่วนต่างกับที่เก่า จากนั้นจึงค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะบางครั้งคิดออกมาแล้ว ต่างกันเพียง 0.25% แต่ต้องเสียเวลามากมาย อาจจะไม่คุ้มค่าก็ได้
ถ้าเป็นการ Refinance เพื่อต้องการเงินเพิ่มไปปิดบัญชีสินเชื่ออื่น ๆ นั้น จะให้ปรับที่ประการแรก โดยการคิดดอกเบี้ยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักด้วยยอดหนี้ของแต่ละบัญชี กับ ดอกเบี้ยที่ใหม่ ถ่วงน้ำหนักดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละวงเงิน แทน แต่บางคนอาจจะให้ประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเป็นประเด็นรอง แต่คิดเรื่องค่างวดและกระแสเงินสดเป็นประเด็นแรกก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของแต่ละคน

นายพากเพียร