ดอกอะไรที่ไม่เคยเหี่ยวเฉา ใช่เลยดอกเบี้ยนั้นเอง ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก น้ำจะท่วม ดอกเบี้ยก็เบ่งบาน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจะยุบตัว หดตัวได้เนื่องจากเงินต้นลดที่ลง นั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเงินต้นเปลี่ยนแปลง
ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยนั้น จะต้องทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเสียก่อน คำแรกคือคำว่าดอกเบี้ย หมายถึง จำนวนเงินที่เป็นการตอบแทนของการใช้เงินต้น เงินต้น หมายถึง จำนวนเงินที่ได้มีการกู้ยืม หรือ เงินที่ใช้เป็นการอ้างอิง อัตราดอกเบี้ย หมายถึง อัตราผลตอบแทนของการใช้เงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะนิยมกำหนด 1 ปี แต่อาจจะพบเป็นแบบรายเดือน หรือรายวันก็ได้ สุดท้าย วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นวิธีการคำนวณ มีด้วยกันอยู่หลายวิธี
สำหรับในทางเศรษฐศาสตร์ดอกเบี้ยหมายถึง ค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งซึ่งจัดได้ว่าเป็นค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตประเภททุน แต่สำหรับในด้านของการเงินแล้วดอกเบี้ยจะหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายชำระแก่ผู้ให้กู้ เนื่องจากได้นำเงิน หรือของมีค่าของผู้กู้ไปใช้ประโยชน์ โดยสัญญาว่าจะชำระคืนเต็มมูลค่าในวันที่กำหนดในอนาคต โดยทั่วไปดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละของ เงินต้น ซึ่งมักเรียกกันว่า“อัตราดอกเบี้ย”
วิธีการคิดหรือการคำนวณดอกเบี้ยนั้น สามารถแบ่งได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
1 การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่
2 การคิดดอกเบี้ยแบบหักต้น
3 การคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น
4 การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่หรือ flat rate เป็นวิธีการคิดโดยการใช้อัตราดอกเบี้ย คูณกับ เงินต้น ณ วันที่เริ่มการกู้และคูณด้วยระยะเวลา จะได้ผลลัพธ์เป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนำมาบวกกลับกับเงินต้น จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนงวด ซึ่งจะได้เป็นค่างวด ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยวิธีนี้ คือ คิดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถคิดได้เร็ว เข้าใจง่าย แต่ข้อเสียคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้กู้ ได้มีการจ่ายเงินต้นไปบางส่วนแล้ว แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยที่คำนวณเงินต้นเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณ จึงมักจะมีอัตราที่น้อยกว่าแบบอื่น ๆ
ดอกเบี้ยแบบหักต้น เป็นการหักดอกเบี้ยจากเงินต้น ณ วันแรกที่กู้เงิน เช่น เงินต้น 100 บาท ดอกเบี้ย 5 บาท ผู้กู้รับเงินจริง 95 บาท เมื่อครบกำหนด ต้องนำเงินมาคืน 100 บาท สิ่งที่เป็นข้อดี คือ การคิดถึงเงินที่ต้องนำมาคืนมักจะเป็นจำนวนเต็ม ไม่มีเศษ ง่ายต่อการจดจำ แต่ข้อเสียคือ ดอกเบี้ยจริง ๆ แล้ว จะต้องคิดจากเงิน ต้น 95บาทดอกเบี้ย 5 บาท จึงไม่ใช่ 5 % แต่เป็น 5/95 = 5.26% ดอกเบี้ยแบบนี้ อาจจะเห็นได้ในการให้สินเชื่อเพื่อการค้าระยะสั้น หรือ เงินกู้นอกระบบ
ดอกเบี้ยแบบทบต้น เป็นการนำดอกเบี้ยที่ถึงเวลาที่ผู้กู้ต้องจ่าย แล้วแต่ยังไม่มีการชำระนำกลับบวกเพิ่มกับเงินต้นที่ค้างชำระ เพื่อใช้ในการหาดอกเบี้ยใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่ไม่ได้มีการจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแบบนี้จะเห็นได้จากการคำนวณของวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ O/D ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายค่างวด หรือดอกเบี้ยให้ตรงต่อเวลา
ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยตามความเป็นจริง วิธีการคำนวณอัตราดอกแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) มีวิธีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อนกว่าแบบอื่นๆ โดยมักจะใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก, สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อธุรกิจ, และบัตรเครดิตบางประเภท โดยวิธีการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้นั้นทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำยอดเงินต้นคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ยรายปี หาร ด้วย 365 วัน และคูณด้วยจำนวนวันนับจากวันที่มีการชำระค่างวดครั้งสุดท้าย ดังนั้นในงวดถัดไปเมื่อมีการผ่อนชำระเพื่อให้จำนวนเงินต้นคงเหลือลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย โดยสัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายกับเงินต้นคงเหลือจึงเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้ ดังนั้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยทุกงวดเท่ากับดอกเบี้ยที่แจ้งไว้ในครั้งแรก
การคิดอัตราดอกเบี้ยรายวันนั้นสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ดังนี้
1 ให้พิจารณาว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ออะไร ต่อปี หรือ ต่อเดือน ถ้าเป็นต่อปีจะหมายถึง 365 วัน หรือ ต่อเดือน หมายถึง 30 วัน
2 ให้นำอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ แล้วหารด้วยจำนวนวันต่อ เดือน หรือจำนวนวันต่อปี
เมื่อทำทั้ง 2 ขั้นตอนนี้แล้วจะได้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน แต่ให้ระวังเรื่องการปัดเศษ ซึ่งควรจะใช้ทศนิยมไม่น้อยว่า 5 ตำแหน่งเพื่อลดความบิดเบือนของอัตราดอกเบี้ย
การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น จะเป็นการคิดที่มีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่เป็นการคิดที่ยุติธรรม ตามเงินต้นที่ใช้ไปจริง ๆ ตามเวลาที่ได้ใช้ไปจริง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการใช้คำนวณดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน
นายพากเพียร




ความจริงอันโหดร้าย เรียกดอกเกินกฎหมายแต่ทำไรไม่ได้
ตอบลบถ้าผู้กู้ ได้ทำสัญญา กับผู้ให้กู้ แล้ว แต่ไม่ระบุ ดอกเบี้ย ใว้ในสัญญานั้น
ตอบลบแต่ผู้กู้ได้ตกลงกับผู้ให้กู้ ไว้ว่า ดอกร้อยละ 10 ต่อเดือน โดยมี หลักทรัพคำประกัน เช่น ที่ดิน , บ้าน, รถ , ทองคำ หรือ อื่นๆ นั้น
ต่อมาผู้กู้ ไม่ มีเงิน ส่งดอก หรือต้น และไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ให้กับผู้ให้กู้นั้น ผู้ให้กู้เลยคิดดอก เป็นเงินทุน ไประยะเวลาหนึ่ง
แล้วต่อมาผู้ให้กู้จะ ฟ้องศาล โดยจะขอยึกหรักทรัพที่คำประกันนั้น
ผมอยากรู้ว่า ผู้ให้กู้สามารถฟ้องศาลได้ไม่ โดยที่จะฟ้องยึด หลักทรัพที่คำประกัน นั้นไ้ว้เป็นของผู้ให้กู้เอง ได้ไม่ ครับ...
ถ้าได้ผู้ให้กู้ต้องทำอย่างไงบ้าง และ้ ผู้กู้ต้องทำอย่างไงบ้าง แล้วต้องไปขึ้นศาลไม่ แล้วขึ้นศาลในคดี อะไรครับ..
แล้วผู้ให้กู้มีสิทธิชนะคดีไม่ แล้วผู้กู้มีโอกาศที่จะชนะคดีไม่ ครับ.......
ขอรบกวนผู้รู้ช่วยตอบด้วยครับ......ขอบคุณครับ...