วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 9 Season 2 ชื่อตอน แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน







การเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุน
                ปัญหาหนึ่งของการดำเนินธุรกิจคือการหาเงินทุนในการดำเนินการ  ซึ่งวิธีการหนึ่งคือการขอสินเชื่อ (กู้) ด้วยการใช้สินทรัพย์มาเป็นหลักประกัน หรือจะเรียกอีกอย่างกลาย ๆ ได้ว่า การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งเป็นแนวความคิดจากกระทรวงการคลังของประเทศเปรู เพื่อให้คนได้มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสิ่งที่ตนเองมีอยู่
สำหรับในทางธนาคารนั้น จะมีหลักการคล้ายกัน คือสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันสินเชื่อได้ ซึ่งสินทรัพย์ที่นำมาใช้ได้นั้น จะแบ่ง 3 ประเภทใหญ่คือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร ทองคำ รถยนต์ ประเภทที่ 2 เป็นสินทรัพย์ประเภทตราสารทางการเงิน เช่น สมุดเงินฝาก ตั๋วเงิน ใบหุ้น เป็นต้น และสินทรัพย์ประเภทที่ 3 คือเอกสารแสดงสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิทางปัญญา สิทธิการเช่า ซึ่งการใช้ประโยชน์ในทรัพย์แต่ละประเภทจะแตกต่างกัน ตามการเสื่อมค่าหรือเสื่อมราคา และสภาพคล่องในการขายทอดตลาด
สินทรัพย์ประเภทที่มีตัวตน จะสามารถแปลงให้เป็นทุนได้โดยการจำนอง จำนำ โดยผ่านเอกสารสิทธิ์ เช่นการจำนำที่ดินต้องมีโฉนด เพื่อเป็นเอกสารสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง หรือถ้าเป็นเครื่องจักร จะต้องมีการขึ้นทะเบียนเครื่องจักรที่กระทรวงอุตสาหกรรม ในสินทรัพย์ประเภทนี้ จะได้วงเงินกู้สูงหรือต่ำ หนึ่งอยู่กับสภาพคล่องของสินทรัพย์เป็นหลัก เช่น ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสภาพดี ทำเลกรุงเมืองกรุง เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง ทำให้สถาบันการเงินให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นที่ดินเปล่าที่ไม่อยู่ในเขตเมือง สถาบันการเงินจะให้ความสำคัญลดน้อยลง สำหรับเครื่องจักรจะต้องพิจารณาว่า เครื่องจักรเครื่องนั้น เป็นเครื่องจักรที่มีการใช้อยู่นั้นมีผู้ใช้งานในตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นเครื่องจักรเฉพาะที่มีการใช้งานเพียงคนเดียว สถาบันการเงินจะให้คนสนใจน้อยกว่าเครื่องจักรที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย และเครื่องจักรนั้น มีการเสื่อมสภาพรวดเร็วเพียงใด ถ้ายิ่งมีการเสื่อมสภาพเร็วเท่าใด ก็จะยิ่งนำมาเป็นทุนได้น้อยเท่านั้นสำหรับรถยนต์ก็เช่นกัน จะขึ้นอยู่กับรุ่นและปีของรถคันนั้น ๆ ถ้าเป็นรถที่มีการซื้อขายอยู่ทั่วไป หรือที่เรียกว่ายี่ห้อตลาด และรุ่นที่นิยมของตลาด จะได้วงเงินกู้สูงและดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าเป็นรถยี่ห้อที่ไม่ค่อยมีคนใช้หรือรุ่นที่ไม่นิยม จะได้เงินที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับราคาประเมิน และดอกเบี้ยแพงกว่า
สินทรัพย์ประเภทตราสารทางการเงิน จะสามารถใช้เป็นทุนได้เช่น สมุดเงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล แสดงสิทธิ์การถือหุ้น ตราสารเหล่านี้จะมีหลักการเดียวกับสินทรัพย์ในประเภทจับต้องได้ คือ สภาพคล่อง ความเสี่ยงของตราสารในแต่ละประเภท และระยะเวลาของตราสารชนิดนั้น ๆ เพราะเนื่องจากตราสารแต่ละประเภทมีสภาพคล่องที่ไม่เหมือนกัน เช่นพันธบัตรรัฐบาลมีสภาพคล่องที่สูงกว่าหุ้นกู้เอกชน และมีความเสี่ยงทางด้านการผิดนัดชำระน้อยกว่า ทำให้วงเงินที่สถาบันการเงินให้ และอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า สำหรับตราสารบางประเภทจะมีระยะเวลาระบุเอาไว้ ทำให้มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาเป็นสิ่งต้องพิจารณา เช่น พันธบัตรรัฐบาล จะมีกำหนดอายุของตราสาร ถ้าเหลือเวลาน้อย การนำพันธบัตรมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันจะเหลือน้อยตามไปด้วย สำหรับตราสารที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆ อย่างเช่น Warrant หรือใบแสดงสิทธิ์การซื้อตราสาร จะมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงราคาค่อนข้างสูง และมีระยะเวลาที่จำกัด ทำให้สถับนการเงินไม่รับการเป็นหลักประกัน นอกจากนั้นยังมีตราสารอีกหลายประเภทที่สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ เช่น เช็คล่วงหน้า เป็นต้น
หลักทรัพย์ประเภทสิทธิ์ต่าง ๆ เป็นหลักทรัพย์ที่มีความซับซ้อน มากขึ้น แต่ทั้งนี้ยังคงอยู่ในหลักการเดิม คือ สถาพคล่อง ความเสี่ยง และการเสื่อมค่าของทรัพย์ ยกตัวอย่างสิทธิการเช่า สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้โดยการจดสิทธิ์การเช่าอสังหากับสำนักงานที่ดิน สถาบันการเงินจะให้เงินกู้ในบางส่วนของสิทธิการเช่านั้น โดยให้มีการผ่อนชำระหมดก่อนระยะเวลาสิ้นสุดการเช่า หรือสิทธิ์การเป็นเจ้าหนี้ หรือที่เรียกว่าการขายลด ทั้งการขายลด Invoice การขายลดสัญญาเงินกู้หรือสิทธิ์บัตรนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ที่ได้มีการจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ซึ่งแต่ละประเภทจะต้องมาพิจาณากฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าสามารถจะทำการโอนสิทธิ์ได้หรือไม่
เมื่อผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้ทราบถึงหลักแล้ว ในขึ้นตอนต่อไปเป็นการหาสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อหรือรับหลักทรัพย์ในประเภทต่างนั้น เพราะในแต่ละสถาบันการเงินจะมีการรับสินทรัพย์เป็นหลักประกันที่แตกต่างกันไป เช่น โรงรับจำนำ รับสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องแก้วเจียระไน แต่ธนาคารไม่รับสินทรัพย์เหล่านี้มาเป็นหลักประกัน หรือในทางกลับกัน ธนาคารรับจำนำเครื่องจักร หรือทำลีสซิ่งเครื่องจักร แต่โรงรับจำนำไม่รับทำเป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเบื้องต้นของการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นเงินทุนที่สามารถทำได้

นายพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 8 Season 2 ชื่อตอน ทองจริง ทองปลอม








ทองจริง “ล้ำค่า” ทองปลอม “ลวงข้าฯ”
ทองคำ โลหะสูงค่า และอมตะ โลหะที่สามารถดำรงคุณค่าของตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าใด หรือจะเป็นสถานการณ์ใด ๆ ทองคำไม่เคยด้อยค่าในตัวเอง เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษของทองคำ ด้วยจุดเด่นสำคัญของทองคำคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา ไม่เป็นสนิมได้ง่าย หรือแทบจะไม่เป็นสนิมเลย มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดในโลก คือ
1.ความงดงามมันวาว (Luster) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์ (Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ประโยชน์จากทองคำ
                ทองคำนอกจากจะคุณสมบัติที่โดดเด่นทางด้านความสวยงาม คงทนแล้ว ทองคำยังมีประโยชน์ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโลหะสีเหลืองชนิดนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์จากทองคำได้ดังนี้
1.               ใช้เป็นเครื่องประดับ ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือน รองรับอัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู่เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2.               ใช้เป็นเครื่องมือทางความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลดได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า
3.               ใช้ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำถูกนำมาใช้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรานซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำ ใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสุญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อสารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ใช้งานหนัก หรือสปริงเลื่อนในลูกบิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ  ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ตัว และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4.               ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับดาวเทียม ชุดอวกาศ และยานอวกาศ แม้แต่ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย
5.               ใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองใช้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษาโรคภัย ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวมแล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลางทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน
การกำหนดมาตรฐานและหน่วยวัดทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ โดยการคิดเนื้อทองเป็นหน่วย กะรัตทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นมีค่าเท่ากับ 24 กะรัต นั่นหมายความว่า ทอง 1 กะรัต จะมีเปอร์เซ็นต์ทองเท่ากับ 4.1666 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา
สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 23.16K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้นคงทนต่อการสึกหรอ โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกิ้ล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน
การวัดน้ำหนักทอง จะมีหน่วยได้หลายหน่วยขึ้นกับประเทศและภูมิภานั้น ๆ
·        กรัม (Grams) จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล หรือนานาชาติก็ได้
·        ทรอยออนซ์ (Troy Ounces) และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 31.1034807 กรัม
·        ตำลึง,เทล (Taels) ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน 1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
·        โทลา (Tolas) จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง 1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
·        บาท (Baht) ใช้ในประเทศไทยซึ่งมีหน่วยวัดระหว่างทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่แตกต่างกัน ทองคำรูปพรรณ 1 บาท มีน้ำหนัก 15.16 กรัม และทองคำแท่ง 1 บาท มีน้ำหนัก 15.244 กรัม
(ขอขอบคุณข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ)
การพิสูจน์ทองจริงทองปลอม
                เนื่องจากทองคำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก จึงทำให้มีผู้ที่พยายามแสวงหาประโยชน์อันไม่สุจริตจากการปลอมแปลงทองคำอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การจะซื้อทองคำสักครั้ง โดยเฉพาะการซื้อจากบุคคลทั่วไป ย่อมที่จะเกิดโอกาสถูกหลอกได้โดยง่าย หลักการในการดูทองจริง หรือ ทองปลอมเบื้องต้น มีหลักการดังนี้ (แต่ต้องอาศัยความชำนาญในระดับหนึ่ง)
                1. สังเกตดูที่ยี่ห้อภาษาจีนหรือโลโก้ ซึ่งในแต่ละร้านจะมีการตอกตรายี่ห้อที่ไม่เหมือนกัน โดยใช้เป็นอักษรภาษาจีน แต่ถ้าอ่านภาษาจีนไม่ออกก็ให้ดูว่าการตอกโค๊ดของยี่ห้อชัดเจนหรือไม่ บางครั้งตอกแบบมั่วๆซ้ำไปซ้ำมาจนอ่านไม่รู้เรื่อง ก็ให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าเป็นทองปลอม แต่ปัจจุบันนี้มิจฉาชีพ สามารถปลอดได้ค่อนข้างเหมือนมาก หรือทำการโจรกรรมตัวตอกโค๊ดเลยก็มี หรือ บางคนก็ตัดข้อของยี่ห้อแท้มาใส่กับของปลอมเลยก็มี
2. สังเกตบริเวณที่ทองต้องเสียดสีกับสิ่งอื่นๆบ่อยๆ ยกตัวอย่างแหวนให้ดูบริเวณใต้ท้องแหวน เพราะเวลาใส่มันจะต้องกระทบกับสิ่งที่เราหยิบจับ ซึ่งถ้าหากมันชุบมาก็จะเห็นรอยถลอกให้เห็น ถ้าข้างในเป็นสีเงินๆหรือทองแดง แสดงว่าเป็นการชุบทองคำโดยมีโลหะอื่นอยู่ด้านใน
3. ใช้แม่เหล็กทดสอบ ถ้าเป็นทองแท้จะไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เลยกับแม่เหล็ก แต่ถ้าเวลาทดสอบอยู่ปรากฏว่าแม่เหล็กดูดติด แสดงว่ามีไส้เหล็กอยู่ด้านใน แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เหล็กได้
4. วัดน้ำหนักทองด้วยการโยนทองให้ตกกระทบบนมือเรา คือวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแต่สามารถระบุการเป็นทองจริงทองปลอมได้อย่างแม่นยำ เพราะถ้าทองจริงจะมีน้ำหนักมาก หรือมีความถ่วงมากกว่าโลหะชนิดอื่น ถ้าเป็นทองปลอมมันจะเบาๆ
5. ให้ดูที่ขนาดของทองคือ แต่ต้องทำการฝึกฝนซึ่งต้องรู้ก่อนว่าทอง 1 บาท มีขนาดประมาณเท่าไหร่ในแต่ละลาย ทอง ถ้าขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดที่ควรจะเป็น มีแนวโน้มที่จะเป็นทองปลอมได้ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่มีความถ่วงจำเพาะเกือบจะหนักที่สุดที่มีในโลกนี้ คือ ในการเปรียบความหนาแน่นของโลหะชนิดต่าง ๆ ในหน่วย kg/m3 : ทองคำ 19300, ตะกั่ว 11340, ทองแดง 8960 และเงิน 10500
7. ใช้แท่นหินและกรดไนตริกตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้น้ำกรดตรวจสอบเพราะทองจริงจะไม่ละลายในน้ำกรด แต่ถ้าเป็นโลหะอื่น ว่าถ้าเป็นโลหะอื่นๆเช่น ทองแดง เงิน เมื่อถูกกรดไนตริกจะละลายหายไปทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://siamgoldsilver.com
                แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทองปลอด มักจะเกิดจากการที่มิจฉาชีพ นำทองมาขายให้กับร้านทอง หรือ เกิดจากการซื้อขายทองระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่จะไม่เกิดจากการซื้อทองจากร้านทอง เนื่องจาก ร้านทองเมื่อรับซื้อทองเก่าไปแล้ว จะนำทองที่ได้ไปเข้าสู่การหลอม และขึ้นรูปใหม่เท่านั้น จึงไม่มีทองที่มิจฉาชีพนำมาขาย แล้วนำหมุนเวียนในตลาดต่อทันที


นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 7 Season 2 ชื่อตอน เช่าบ้านหรือซื้อบ้าน













ติดตามต่อไป วันที่ 25 พฤศจิกายน 2555



จะเช่าบ้านหรือจะซื้อบ้านดี
                เมื่อต้องการคิดถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยใหม่ สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในเรื่องแรก ๆ คือจะซื้อหรือจะเช่า เพื่อใช้อยู่อาศัยจริง ๆ เรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ของบางคน ซึ่งในหลาย ๆ คนคิดว่า ยังไงซื้อบ้านจะต้องดีกว่าอยู่แล้ว เพราะได้ทรัพย์สินเป้นของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีประเด็นในการพิจารณาหลายประเด็นเพื่อดูตามความเหมาะสมดังนี้
1. ระยะเวลาที่จะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้น การเช่า จะมีความคล่องตัวในการย้ายที่อยู่มากกว่าการซื้อ สามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่มีภาระผูกพันในระยะยาว แต่การซื้อ ถ้ายังต้องผ่อนชำระอยู่ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเว้นเสียแต่ว่าสามารถขายบ้านหลังนั้นได้สำเร็จก่อนการย้ายที่อยู่
2. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน การเช่าจะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า การผ่อนชำระในบ้านขนาดเท่ากัน และทำเลเดียวกัน หรือด้วยเงินจำนวนเท่ากันสามารถจะอาศัยในบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า และทำเลดีกว่าได้ ทั้งนี้ ถ้าค่าเช่าบ้านเท่ากับการผ่อนชำระ จะไม่มีแรงจูงให้ให้เกิดการเช่า จะหันมาซื้อบ้านกันหมด
3. ความต้องการเป็นอิสระ การซื้อจะมีข้อดีตรงที่ มีอิสระมากกว่าบ้านเช่า ตั้งแต่เรื่องการเลือกแบบบ้าน การเลือกทำเล การต่อเติม เนื่องจากบ้านหลังยี้เป็นทรัพย์สินของผู้ซื้อ ผู้ซื้อจะสามารถทำอะรก็ได้ภายใต้ที่กฏหมายกำหนด แต่สำหรับบ้านเช่า การที่จะไปต่อเติม หรือตกแต่งอะไรบางอย่าง จะต้องได้รับอนุญาติจากทางเจ้าของบ้านเสียก่อน เว้นแต่ในสัญญาเช่ากำหนดให้สามารถทำได้ตามที่ต้องการ
4. เพื่อนบ้าน ในการซื้อบ้าน จะมีสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้ยากกว่าเช่าบ้าน ดังนั้น ถ้ามีเพื่อนบ้านที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญจะย้ายหนี้ได้ค่อนข้างลำบาก จะต้องทนอยู่จนกว่าจะหาบ้านใหม่และขายบ้านเก่าได้เรียบร้อย โดยเฉพาะคนที่มีฐานะปานกลาง ต้องอาศัยการผ่อนบ้านเป็นหลัก และไม่สามารถซื้อบ้าน 2 หลังได้ในเวลาเดียวกัน แต่การเช่าบ้าน จะมีโอกาสเลือกได้มากกว่า
5. ความต้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน การซื้อบ้าน จะมีสิทธืเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะบ้านพร้อมที่ดิน จะมีแต่มูลค่าที่สูงขึ้นในระยะยาว เนื่องจากที่ดินมีปริมาณอุปทานอย่างจำกัด ไม่สามารถหาเพิ่มได้ และไม่มีการเสื่อมมูลค่า ทำให้ราคาที่ดินจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในบางที่อาจจะเพิ่มสูงเร็วกว่าค่าเสื่อมราคาของอาคารสิ่งปลูกสร้างได้ด้วย เรียกว่า ได้อยู่อาศัยและยังมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นด้วย แต่สำหรับการเช่า กรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์จะยังคงเป็นของเจ้าของเดิม ไม่ได้โอนมายังผู้เช่า ซึ่งจะทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ก็ยังคงไม่มีทรัพยืสินในระยะยาวอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่า มีการเก้บเงินส่วนต่างระหว่างค่าเช่าและการผ่อนไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
6.  เงินตั้งต้นในการดำเนินการ ในการซื้อบ้าน จะต้องใช้เงินก้อนในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่อง เช่น ค่าโอน ค่ามัดจำ ค่าเงินเดาวน์ ค่าประกันมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ ค่าตกแต่ง (ยกเว้นโครงการหมู่บ้านจัดสรรจ่ายให้) สำหรับบ้านเช่า จะมีค่าใช้จ่ายแค่ค่ามัดจำ เท่านั้น ซึ่งจะใช้เงินก้อนที่น้อยวกว่าซื้อเป้นอย่างมาก
7.  ภาระการซ่อมแซม ในการเช่าบ้าน ผู้ให้เช่าจะต้องรับภาระการซ่อมแซมบ้านทั้งหมด ซึ่งผู้เช่า โดยปกติไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่การซื้อบ้านจะต้องมีการเตรียมเงินเพื่อการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน ในปกติแล้ว การซ่อมแซมครั้งใหญ่สำหรับบ้านที่อายุเกิน 10 ปีขึ้นไป จะเกิดทุก 5 ปี แต่ใน 10 ปี แรก ก็จะต้องมีการซ่อมอยู่เป็นระยะ ปัญหาส่วนใหญ่ของบ้านคือการเสื่อมสภาพของท่อน้ำประปา และการทรุดตัวของบ้าน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพที่เป็นพื้นดินอ่อน
ทั้ง 7 ข้อข้างต้น เป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจ แต่สุดท้าย ต้องอยู่บนความสุข กำลังของตนเอง

สำหรับวิธีการกำหนดราคาค่าเช่านั้น สามารถหาได้ 2 วิธี ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้จะได้ผลที่ใกล้เคียงกัน วิธีแรก คือการหาราคาตลาด หมายความว่า ค่าเช่าทรัพย์สินที่อยู่ใกล้ ๆ ในบริเวณนั้น ที่มีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียง (มากที่สุด) เปรียบเทียบสัก 2-3 แห่ง จะได้เป็นค่าเช่าที่เหมาะสม สำหรับวิธีที่ 2 คือการคิดด้วยหลักค่าเสียโอกาส

ก่อนอื่นต้องอธิบายค่าเสียโอกาสก่อน ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง มูลค่า (Value) ของทางเลือก ที่ดีที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหลายที่ต้องสละไป หรือ แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ลงทุนในกิจกรรมปัจจุบัน (ให้เช่าบ้าน) แล้วเอาเงินไปทำอย่างอื่น (ขายบ้านทิ้งแล้วเอาเงินไปฝากธนาคาร) จะได้เงินเท่าไหร่ โดยทั่วไปจะอ้างอิงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล (ตอนนี้ประมาณ 3%)

การคิดค่าเช่าโดยใช้แนวคิดค่าเสียโอกาส คือการนำค่าเสียโอกาสรายเดือน บวกด้วย ค่าเสื่อมของบ้านและการตกแต่ง (ไม่รวมที่ดิน เพราะที่ดินไม่มีค่าเสื่อม) จะได้เป็นค่าเช่า ซึ่งจะได้ค่าเช่าประมาณ 70% ของการผ่อนชำระ 30 ปี คิดดอกเบี้ยที่ 8% และค่าเสียโอกาส 3% แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับการต่อรองของผู้เช่าและผู้ให้เช่าด้วย จึงจะได้ราคาสุทธิของการเช่าในแต่ละเดือน


นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 6 Season 2 ชื่อตอน วิธีการเลือกซื้อรถ






แนวคิดการซื้อรถ
                เมื่อคนเราตัดสินใจว่าซื้อรถสักคัน ควรจะมีขั้นตอนในการตัดสินใจอยู่หลายขั้นตอน เพื่อให้ได้รถที่เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด ขั้นตอนเหล่านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
                ขั้นที่ 1 พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้รถ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์รองของการใช้รถอยู่ การพิจารณาวัตถุประสงค์หลัก จะทำให้ได้ประเภทของรถ ระหว่าง กระบะ รถเก๋ง รถ SUV เป็นต้น หากต้องการใช้รถเพื่อการค้า ส่งของหรือจะต้องมีการบรรทุกของอยู่เป็นประจำ ก็ควรจะเป็นรถกระบะ แต่ถ้าต้องการใช้เพื่อขับไปกับระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ต้องการนั่งสบาย ๆ ก็ให้พิจารณาทำรถเก๋ง ถ้าต้องการรถเพื่อการบรรทุกผู้โดยสารหลายคน ให้พิจารณาที่รถตู้ เป็นต้น สำหรับวัตถุประสงค์รอง เป็นเป็นการแบ่งรุ่นของรถ เช่น เมื่อต้องการรถกระบะเป็นวัตถุประสงค์หลัก แต่ต้องการใช้เป็นรถเพื่อครอบครัวด้วย อาจจะต้องพิจารณาเป็นรถกระบะ 4 ประตู หรือ ถ้าวัตถุประสงค์หลัก คือต้องการรถเพื่อขับไปทำงาน วัตถุประสงค์รองต้องการรถประหยัดน้ำมัน หาที่จอดง่าย ให้พิจารณาที่รถขนาดเล็ก เช่น Eco-Car หรือ City Car เป็นต้น การพิจารณาในขั้นนี้ จะได้เป็นกลุ่มรถที่ต้องการ
                ขั้นที่ 2 พิจารณาเรื่องงบประมาณ หรือกำลังซื้อ เพื่อเป็นการคัดกรองกลุ่มรถจากขั้นตอนเลือกรถตามวัตถุประสงค์การใช้รถ ให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่สามารถซื้อได้ตามกำลังจริง ๆ ในขั้นตอนนี้อาจจะพิจาณาเพิ่มเติมระหว่างรถเก่า และรถใหม่ได้ด้วย เพราะราคารถเก่าในรุ่น และแบบเดียวกัน มักจะมีราคาต่ำกว่าซื้อรถใหม่ หรือ ด้วยงบประมาณที่เท่ากัน อาจจะสามารถซื้อรถที่มีคุณสมบัติสูงกว่าก็ได้ ในการพิจารณาเรื่องงบประมาณนั้น ในขั้นตอนนี้จะรวมถึงการพิจารณาในการกู้ หรือ ซื้อเงินสดด้วย เนื่องจากรถแต่ละรุ่ แต่ละแบบ จะมีการวางเงินดาวน์ หรือ ดอกเบี้ยในการผ่อนชำระไม่เท่ากัน จะต้องสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายและสถานบันการเงินให้ครบถ้วนเสียก่อน
                ขั้นตอนที่ 3 การพิจารณาตามวิถีชีวิต และความชอบ ในขั้นตอนนี้ จะหมายถึงรูปแบบการใช้รถ เช่น ความชอบเรื่องรถเก่า หรือ รถใหม่ เพราะบางคนไม่ไว้ใจรถเก่า หรือต้องการความมั่นใจในคุณภาพของรถ จึงซื้อแต่รถใหม่ แต่บางคนกลับชอบรถเก่าเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และสามารถจัดการเรื่องการซ่อมได้ ซึ่งจุดเด่นของการซื้อรถมือสองคือเรื่องราคา
                ความตั้งใจในการใช้รถ บางคนตั้งใจจะใช้รถยาว ๆ ซื้อแล้วไม่ขาย และต้องการรถที่มีเทคโนโลยีสูง สามารถพิจารณาในรถบางยี่ห้อที่เน้นเรื่องของเทคโนโลยีได้ แต่ชอบเปลี่ยนรถบ่อย ๆ ทุก ๆ 3-5 ปี ควรจะดูที่รถที่ตลาดนิยมหรือเรียกว่า ยี่ห้อตลาด รถกลุ่มนี้ซื้อขายมือสองจะไม่ตกมาก
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของยี่ห้อรถ ซึ่งมีความชอบที่แตกต่างกัน เช่น ยี่ห้อรถยุโรป กับ ยี่รถญี่ปุ่น นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงการพิจารณาชุดแต่งต่าง ๆ ด้วย เพราะในรถรุ่นเดียวกัน จะมีลูกเล่นที่ชุดแต่งที่แตกต่างกัน เช่น มีชุดเครื่องเสียง ล้อมแมกซ์ สปอยเล่อร์ เบาะหนัง และการตกแต่งภายใน เป้นต้น ขั้นตอนนี้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาค่อนข้างเยอะซึ่งจะต้องพิจาณาให้ละเอียดรอบคอบ
ขั้นตอนที่ 4 ความชอบส่วนตัวของผู้ที่ตัดสินใจ หรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ๆ ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการตัดสินใจหลายประการ เช่น ความชอบ และความเชื่อส่วนตัวของผู้ซื้อหรือคนในครอบครัว บางคนจะมีเรื่องของความเชื่อการกับโชคลางเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อด้วย หรือ พนักงานขายรถ อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ 5 การพิจารณาโดยรวม เมื่อการพิจารณาผ่านทั้ง 4 ขั้นตอนแล้ว ให้มาพิจารณาถึงความสอดคล้องกันในแต่ละขั้นตอน ถ้ามีความขัดแย้งกันในแต่ละขั้นตอน ต้องมีให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละขั้นว่าในขั้นตอนไหนมีความสำคัญต่อการตัดสินใจมากกว่ากัน เช่น ถ้าเรื่องงบประมาณมีความสำคัญสูงสุด ทำให้ไม่สามารถได้รุ่นที่ต้องการได้ ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรุ่นตามกำลังซื้อของตนเอง ทั้งนี้ การซื้อรถสักคัน จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุข เนื่องรถเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสุข ถ้าเราซื้อรถได้ถูกใจ เมื่อใช้มีความสุข ทั้งสุขใจที่ได้รถถูกใจ สุขกายที่ได้รถไม่ติดปัญหาจุกจิก และสุขกระเป๋า ที่สามารถซื้อตามกำลังของตนเอง 


วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 5 Season 2 ชื่อตอน อาวุธทางการเงิน












อาวุธทางการเงินสำหรับธุรกิจ

                การทำธุรกิจที่ต้องใช้สินเชื่อนั้น จำเป็นจะต้องรู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้กู้ และ ป้องความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข โดยลักษณะของสินเชื่อที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1.   สินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan, Time Loan, Fixed Loan) สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารจะทำการอนุมัติให้เป็นวงเงินก้อนเพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้กู้อาจจะขอทำการเบิกใช้หลายครั้งได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ธนาคารได้ทำการอนุมัติไว้ในตอนแรก การผ่อนชำระจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อายุมากกว่า 1 ปี ส่วนมากจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส จะมีการกำหนดค่างวดเท่า ๆ กัน คล้ายกับการผ่อนบ้าน วัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะให้ไว้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ ส่วนใหญ่ในกรณีที่ต้องการขอวงเงินเกินกว่าที่ธนาคารได้เคยอนุมัติไว้ ผู้กู้จำเป็นต้องทำการปิดบัญชีวงเงินเดิมและทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.   สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note, หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ตั๋ว P/N) เป็นสินเชื่อระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี อาจจะเป็น ระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ การชำระคืนโดยส่วนมาก จะให้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบกำหนด หรือ จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกเดือน แล้วจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายเมื่อครบกำหนดก็ได้ วัตถุประสงค์ของตั๋ว P/N จะมีไว้เพื่เสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ ผู้กู้อาจจะสามารถขอใช้สินเชื่อประเภทนี้ในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธุรกิจ
3.   สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft :O/D) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเผื่อเรียก จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยการถอนเงินผ่านบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็ค หรือบัตร ATM เมื่อมีการใช้วงเงิน สถานะของบัญชีก็จะขึ้นเป็นติดลบทันที ในกรณีที่มีการจ่ายเงินเข้ามาในบัญชี ก็จะทำให้มีสถานะการติดลบลดน้อยลงหรือหมดไป สำหรับดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้นั้นจะคิดจากจำนวนเงินที่ติดลบในแต่ละวัน และทำการเรียกเก็บเมื่อถึงสิ้นเดือน หากเรียกเก็บแล้ว แต่ผู้กู้ยังไม่ทำการชำระเข้ามาในบัญชี ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มเป็นเงินต้น เพื่อใช้ร่วมสำหรับการคิดดอกเบี้ยงวดในงวดต่อไป
4.   สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการแต่ยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าของตนเองได้ในทันที ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถถือเป็นหลักประกันสินเชื่อได้คือใบวางบิล โดยสินเชื่อประเภทนี้ธนาคารยินดียอมเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระค่าสินค้าและบริการ และธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการอีกทอดหนึ่งเมื่อถึงวันกำหนดชำระค่าสินเชื่อและบริการ โดยใช้ใบวางบิลเป็นหลักฐานในการแสดงสิทธิ์ขอเรียกเก็บเงิน สำหรับสินเชื่อแบบ Factoring นั้นส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าแก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการ
5.   สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ ลิสซิ่ง (Leasing) การเช่าซื้อและการทำลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจ โดยที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องการหาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะมีสภาพเป็นหลักประกันในตัวเอง ซึ่งวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบกล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นผู้เช่าซื้อสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น ส่วนสินเชื่อลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ จะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้ขอใช้สินเชื่อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ, ต่อสัญญาเช่า, หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น (ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
6.   Bank Guarantee หรือ Bond/Guarantee โดยปกติเราจะเรียกกันอย่างย่อว่า B/G คือเอกสารหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารเพื่อค้ำประกันว่า หากลูกค้าของธนาคารไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกันเป็นการชดเชย เช่น การค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคา การค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา การค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า การค้ำประกันเงินกู้ และการค้ำประกันต่อกรมศุลกากร เป็นต้น

หนังสือค้ำประกัน กำหนดเป็น 5 ประเภท ดังนี้
·       หนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา (TEDER GUARATEE หรือ BID BOND) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคา
·       หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา (PERFORMANCE BOND) เป็นการค้ำลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญารับจ้างงาน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
·       หนังสือค้ำประกันการขอรับเงินล่วงหน้า (ADVANCE PAYMENT GUAREANTEE) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าได้รับเงินค่าจ้าง หรือค่าขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาของลูกค้า
·       หนังสือค้ำประกันผลงาน (RETENTION MONEY BOND) เป็นการค้ำประกันคุณภาพความชำรุดบกพร่องของงาน และ/หรือ สินค้าที่ได้ส่งมอบตามสัญญา
·       หนังสือค้ำประกันประเภทอื่น (LETTER OF GUARANTEE – OTHERS) เป็นการค้ำประกัน นอกจาก 1 - 4
7.    การอาวัล (Aval) เป็นการค้ำประกันการจ่ายเงินตามตั๋วเงิน เมื่อมีการออกตั๋วเงินลงวันที่ชำระหนี้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค โดยการที่ธนาคารลงนามอาวัลบนตั๋วเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันผู้ออกตั๋วเงินในการจ่ายเงินตามเขื่อนไขที่กำหนดในตั๋วเงินนั้นๆ เพื่อให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเพื่อชำระหนี้ โดยปกติแล้วในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่แน่ใจในความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ผู้ออกตั๋ว ลูกหนี้หรือผู้สั่งจ่ายตามตั๋วเงินจึงจำเป็นต้องหาบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือมาลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงิน เพื่อเป็นการค้ำประกันตั๋วเงิน
สินเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสินเชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะมีสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะขึ้นกับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น การขายลดเช็ค หรือตราสารเพื่อการค้าอย่างเช่น Trade Finance การรับรองตั๋ว (Acceptance) เป็นต้น การเลือกใช้สินเชื่อประเภทไหน ขึ้นอยู่กับ หลังทรัพย์ค้ำประกัน การใช้ไปของเงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


คุณพากเพียร


วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 4 Season 2 ชื่อตอน Wealth Management









Wealth Management
            การจัดการความมั่งคั่ง Wealth Management ฟังดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมของคนรวย แต่จริงแล้วต้องบอกว่าเป็นเรื่องของทุกคน คำว่า Wealth Management อธิบายในภาษาง่ายๆ หมายถึง วิธีการที่จะทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยให้มากที่สุด ไม่ว่าสินทรัพย์จะมากหรือน้อย โดยให้สินทรัพย์ทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปทำให้มูลค่าของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น
            คำถามลำดับต้น ๆ ในการจัดการความมั่งคั่ง คือระดับความเสี่ยงที่รับได้ ความเสี่ยงในที่นี้ให้หมายถึงโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน และโอกาสที่จะขาดทุน รวมถึงจำนวนเงินที่จะขาดทุนด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ในประเด็นเรื่องความเสี่ยงจะประกอบไปด้วย ความเสี่ยงจากตัวการลงทุนเอง เช่นการเลิกกิจการ (เจ้ง) หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามสัญญาที่กำหนดไว้ ความเสี่ยงตัวที่ 2 คือความเสี่ยงจากตลาด หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของราคาอัตราดอกเบี้ยหรือสิ่งที่ทำให้เกิดผลกำไรขาดทุน ความเสี่ยงตัวที่ 3 ความเสี่ยงทางนโยบายและกฎหมายของรัฐ หมายถึง กฎหมายหรือนโยบายที่มีผลทำให้ราคาหรือผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป ความเสี่ยงตัวที่ 4 ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติ หมายถึง ถ้าฤดูกาลหรือภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไป สำหรับความเสี่ยงอื่น ๆ ยังมีอีกมากมายแล้วแต่ประเภทของสินทรัพย์ แต่หลักการหนึ่งให้ระลึกไว้เสมอว่า ความเสี่ยง (สูญเสีย) สูง-โอกาสได้ผลตอบแทนสูงด้วย แต่ใบบางกรณี การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่เป็นตามที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งอาจจะต่ำกว่าหรือ ขาดทุนจากการลงทุนได้
            ประเภทของสินทรัพย์เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นลำดับต่อไป ประเภทของสินทรัพย์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ กับสินทรัพย์ที่เป็นตราสารหรือเป็นแต่เอกสารสัญญาเท่านั้น สินทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์จริงๆ ได้แก่ บ้าน ที่ดิน ทองคำ ผลิตผลทางการเกษตร แร่ เงิน อัญมณี อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบแล้วแต่ความชอบ เช่น บางคนชอบทองคำ บางคนชอบนาฬิกาเก่า บางคนชอบที่ดิน สิ่งเหล่านี้ราคาจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเวลาทำให้เกิดโอกาสในการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ สินทรัพย์ประเภทที่ 2 คือตราสาร หมายถึง สัญญาทุกรูปแบบ ลักษณะจะมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว เป็นตราสารหนี้ ตราสารหุ้นหรือใบหุ้น ตราสารอนุบัตร รวมถึงหนังสือยืนยันหน่วยลงทุน กองทุนรวม ในการเข้าถือสินทรัพย์ประเภทตราสารจะต้องคำนึงถึง ความน่าเชื่อถือของผู้ให้สัญญา เช่นตราสารหนี้จะต้องดูว่า ผู้สัญญาว่าจะใช้หนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด มีความสามารถเพียงใด หรือตราสารทุนต้องดูว่าผู้นำเงินเราไปลงทุนจะสามารถหากำไร ต่อหุ้นมาได้มากน้อยเพียงใดและมีการปันผลหรือราคา หรือนโยบายการทำธุรกิจเป็นอย่างไร สอดคล้องกับแนวคิดหรือปรัญชาการดำเนินชีวิตหรือไม่
            คำถามลำดับที่ 3 คือช่วงเวลาในการจัดการความมั่งคั่ง จะต้องคำนึงช่วงเวลาเสมอ เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยนราคาจะเปลี่ยนตามไปด้วย แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลานั้นๆก็ตาม ด้วยเงื่อนไขเวลานี้ จึงทำให้เกิดความจังหวะเข้า จังหวะออก ถ้าใครสามารถจับจังหวะได้แม่นยำจะทำให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนเป็นบวก แต่ถ้าใครจับจังหวะผิดจะทำให้ขาดทุนหรือผลตอบแทนเป็นลบ
            ในการจัดการความมั่งคั่งจะต้องคิดถึง 3 ประการที่กล่าวไปแล้วเสมอ เพื่อพิจารณาดูว่า ในแต่ละช่วงเวลาควรจะจัดการสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบไหน ขนาดเท่าใด และมีโอกาสสูญเสียหรือความเสี่ยงเท่าใด ทำให้สามารถตอบสนองความต้องได้มากที่สุด

คุณพากเพียร




วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 3 Season 2 ชื่อตอน การผ่อนบ้านให้คุ้มค่า










การผ่อนบ้านคุ้มค่าด้วยการประหยัดภาษี

ในการผ่อนบ้าน หลายคน ๆ คิดว่า จ่ายค่างวดไป มีแต่ดอกเบี้ย ไม่เห็นเงินต้นเลย ดังนั้น เมื่อได้เงินก้อนมาต้องรีบ ๆ โป๊ะ จะได้หมดเร็วๆ วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ถูก แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะหาประโยชน์เพิ่มเติมจากการผ่อนบ้านได้ นั่นคือ การใช้ในคิดตามหลักค้าเสียโอกาส หรือพิจาราณาทางเลือกว่า สิ่งที่มีอยู่นั้นสามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือมีต้นทุนน้อยที่สุด

วิธีการสร้างประโยชน์จากการผ่อนบ้านตามแนวคิดนี้ คือการหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แทนการนำเงินที่หาได้ไปโป๊ะบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะในปีแรก ๆ ของของการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยจะถูกมาก เช่น 0% 6 เดือน หรือ คงที่ 3.5% 1 ปี การที่นำเงินไปโป๊ะ จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายหรือมีผลตอบแทนเท่ากับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบโดยใช้ช่วงเวลาเดียวกันกับการลงทุน ดังนั้น หากนำเงินที่ต้องการไปโปะเงินต้น ไปลงทุนอะไรก็ได้ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เช่นการลงทุนในกองทุนรวม ลงทุนในทองคำ ลงที่ให้ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน โดยลงทุนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งดอกเบี้ยจ่ายมากว่าผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นแสดงว่าต้นทุนทางการเงินมากกว่าผลประโยชน์จากการลงทุน (ทำให้ขาดทุน) ให้นำเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดพร้อมด้วยผลตอบแทนมาโปะเงินต้นทั้งหมดเพื่อตัดเงินต้นด้วย

นอกจากนั้นบางคน ยังสามารถนำดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้านที่จ่ายในปีนั้นมาขอคืนภาษีเงินได้อีกต่อหนึ่งเป็นโบนัส แต่จำนวนดอกเบี้ยไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผลตอบแทนการขอเงินคืนจากภาษีอยู่ที่ฐานภาษี ถ้าฐานที่ 10% จะได้เงินคืนเท่ากับ 10% ของดอกเบี้ย ฐาน 20% จะได้เงินคืนเท่ากับ 20% ของดอกเบี้ย ไปเรื่อยจนสูงสุดที่ 37% สุดท้ายจะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงกว่าการรีบโปะเงินต้นเสียแต่แรกอีก วิธีนี้เป็นการให้เงินทำงานภายใต้ค่าเสียโอกาสที่น้อยที่สุด

หมายเหตุการณ์โป๊ะบ้านคือการจ่ายมากกว่าค่างวดขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด


นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 2 Season 2 ชื่อตอน ทำประกันบ้าน (MRTA)








ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 กันยายน 2555

ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ
หลาย ๆ คนคงจะมีประสบการณ์การกู้บ้านและธนาคารจะถาม หรือชี้ช่อง หรือแนะนำการทำประกันชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อบ้านที่กู้มา ซึ่งการทำประกันประเภทนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างจากการทำประกันชีวิตอื่น ๆ แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับการประกันชีวิตเสียก่อน การประกันชีวิตคือการลดความเสียหายอันเกิดมาจากการสูญเสียชีวิต หมายความว่า เมื่อเราเสียชีวิตแล้ว จะมีคนมาช่วยเรื่องค่าความเสียหายต่าง ๆ ไว้ตามที่ได้ตกลงกับผู้รับประกัน (บริษัทประกัน) และเมื่อนำประกันชีวิตมาใช้กับการลดความเสียหายที่เกิดจากการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน หมายความว่า เมื่อผู้เอาประกัน(ซึ่งต้องเป็นคนเดียวกับผู้กู้) เกิดเสียชีวิต จะมีผู้มาจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่แทน ข้อดีของกรมธรรม์ประเภทนี้คือ ผู้ที่กู้เงินไม่ต้องกังวล หรือทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักในการหารายได้ให้กับครอบครัว และยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปทำการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย สำหรับคนที่ทำประกันเกินว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจคือ ทุนประกันคุ้มครองอาจจะไม่เท่ากับมูลหนี้ที่เหลืออยู่ได้ การทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA  (Mortgage Reducing Term Assurance) นั้น จะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันครั้งเดียว และจะมีการคุ้มครองในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ อาจจะเป็น 10 ปี 15 ปี หรือ 30 ปี ซึ่งกรมธรรม์นั้น ๆ จะคิดทุนประกันคุ้มครองลดลงไปเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ขอทำประกัน โดยที่ทุนประกันจะลดลงเรื่อย ๆ และจะหมดพอดีเมื่อหมดระยะเวลาประกัน ซึ่งบริษัทประกันจะไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วผู้กู้เหลือเงินเท่าใดถ้ามีการโป๊ะ หรือปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย บริษัทประกันจึงตั้งสมมติฐานว่า เงินกู้จะหมดลงเท่ากับระยะเวลาที่กรมธรรมหมดพอดี เช่น ทุนประกันเริ่มต้น 1,000,000 บาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี ปีแรกจะคุ้มครอง 1,000,000 บาท ปีที่ 2 จะคุ้มครอง 900,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) ไปเรื่อย ๆ จนปีที่ 10 คุ้มครอง 100,000 บาท  แต่ปัญหาคือ ผู้เอาประกันหลายคน กู้เงิน 30 ปี แต่ทำประกันแค่ 10 ปี ดังนั้น ทุนประกันจะลดลงเร็วว่าเงินต้นที่ลดลง สมมติว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในปีที่ 8 เงินต้นจะยังคงเหลืออยู่เยอะ เพราะยังต้องผ่อนอีก 22 ปี แต่ทุนประกันจะหมดแล้ว จะเกิดส่วนต่างขึ้น สิ่งที่ธนาคารต้องทำคือ การขอเรียกชำระหนี้ส่วนขาดจากกองมรดก (นั่นก็คือบ้านที่ได้จำนองไว้) ถ้าผู้รับมรดกมีความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารก็จะสามารถพิจารณาเปลี่ยนผู้กู้ได้ หรือให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเพื่อปิดบัญชี หรือขายทรัพย์ทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
                สิ่งที่ผู้กู้ต้องให้ความสนใจ ก่อนที่จะทำประกันนอกเหนือจากเบี้ยประกันคือ ตารางกรมธรรม์ เพื่อจะได้ทราบว่าการคุ้มครองในแต่ละช่วงปีอยู่ที่เท่าใด และควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่ผู้กู้ (ผู้เอาประกัน) เสียชีวิต จะมีประโยชน์เท่าใดตกแก่ผู้รับประโยชน์บ้าง โดยปกติแล้ว MRTA ผู้รับประโยชน์คนแรกจะเป็นธนาคาร แต่ถ้ามีประโยชน์ส่วนเกิน จะยกให้กับผู้รับประโยชน์ที่ผู้เอาประกันได้ระบุชื่อไว้ เพื่อให้ผู้ที่ต้องจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินนี้ ทราบเกี่ยวกับวงเงินคุ้มครองและหนี้สินที่เหลืออยู่

นายพากเพียร

ผู้เอาประกันหมายถึง ผู้ที่ทำสัญญาไว้กับชีวิตของคนเอง ซึ่งการจ่ายสินไหมจะจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้เอาประกัน

ผู้รับประโยชน์ หมายถึง เมื่อมีเงินค่าสินไหมจากบริษัทประกันชีวิต ถ้าผู้เอาประกันไม่ได้รับ หรือไม่สามารถรับได้ ผู้ที่มีสิทธิคนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้ที่มีสิทธิ์คนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง บุตร หรือ คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้รับประโยชน์จะมีคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ ตามความประสงค์ของผู้เอาประกัน แต่ไม่สามารถให้กับเพื่อน โดยเฉพาะเพศเดียวกันได้

นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 1 Season 2 ชื่อตอน เงินโอน









การโอนเงินมีมากกว่าที่คิด
               ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่เป็นจำนวนมากเรื่องการโอนเงิน ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจว่ามีอยู่ 2 วิธีคือการโอนเงินผ่านตู้ ATM และการโอนเงินที่เคาท์เตอร์ธนาคาร แต่จริง ๆ การโอนเงินยังมีเครื่องมืออีกมากมาย สามารถเลือกใช้ได้ตามจำนวนเงิน ระยะเวลาดำเนินการ และค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป
            วิธีที่ 1 การนำเงินสดฝากเข้าบัญชีผู้รับเงินปลายทาง วิธีนี้ถ้าบัญชีของผู้รับเงินปลายทางอยู่ในจังหวัดเดียวกันกับสาขาธนาคารที่ท่านกำลังทำธุรกรรม จะไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนในการนำฝากเข้าบัญชี แต่ถ้าเป็นการฝากเข้าบัญชีที่อยู่ต่างจังหวัด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมคู่สาย 20 บาท และ ค่าธรรมเนียมการฝากอีก 0.1% (ปัดเศษ 1 บาท) ข้อดีของวิธีนี้คือปลายทางจะได้รับเงินทันที ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากเมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ท
             วิธีที่ 2 ถอนจากบัญชีหนึ่งแล้วฝากเข้าอีกบัญชีหนึ่งที่อยู่ในธนาคารเดียวกันโดยพนักงานหน้าเคาท์เตอร์ แบบนี้จะเรียกว่า Transfer (TR) ถ้าสาขาที่ทำรายการเป็นสาขาเดียวกับบัญชีที่ถอนเงิน จะสามารถถอนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ถ้าบัญชีต้นทางกับสาขาที่ถอนเงินต่างกัน จะสามารถถอนได้ตามประกาศของแต่ละธนาคาร สำหรับค่าธรรมเนียมจะเท่ากับวิธีที่ 1ในกรณีที่นำฝากเงินข้ามจังหวัด ข้อดีคือผู้รับสามารถรับเงินได้ทันที
             วิธีที่ 3 การโอนเงินผ่านบัตร ATM เป็นการโอนที่สามารถได้รับเงินที เหมาะสำหรับเงินโอนจำนวนไม่มาก ไม่เกิน 100,000 บาท (และไม่เกิน 30,000 บาทต่อครั้ง) ทำรายการได้ 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ สำหรับค่าธรรมเนียมสามารถสรุปได้เป็นตารางดังนี้
รายการ
ทำรายการที่เครื่อง ATM ผู้ออกบัตร
ทำรายการที่เครื่อง ATM ธนาคารอื่น
การสอบถามยอด
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
การถอนเงิน
เครื่อง ATM อยู่เขตเดียวกับบัตร
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินบัญชีในบัตร
ในเขต
ฟรี
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
นอกเขต
10 บาท/ครั้ง
ฟรี เท่ากับจำนวนครั้งที่ถอนเงินต่างธนาคาร เกินกว่านั้นครั้งละ 5 บาท*
โอนเงินไปบัญชีอื่นในธนาคารเจ้าของบัตร
ในเขต
ฟรี
ทำรายการไม่ได้
นอกเขต
15 บาท/ครั้ง
ทำรายการไม่ได้
การโอนเงินต่างธนาคาร
เงินโอนไม่เกิน 10,000 บาท
25 บาท/ครั้ง
25 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)
เงินโอนมากกว่า 10,000 บาท
35บาท/ครั้ง
35 บาท/ครั้ง (ทำได้เฉพาะเครื่องธนาคารบัญชีปลายทาง)

         วิธีที่ 4 โอนด้วยบัตร ATM ที่เคาท์เตอร์ธนาคาร (เฉพาะบางธนาคารเท่านั้น) ใช้ในกรณีที่ปลายทางต้องการจะได้รับเงินทันที แต่ตู้ ATM ใกล้เคียงอาจจะมีปัญหาและผู้โอนลืมนำสมุดบัญชีเงินฝากของตนเองติดตัว วิธีนี้สามารถโอนเงินได้สุดสุด 100,000 บาท แค่ค่าธรรมเนียมจะเริ่มจาก 50-120 บาท
           วิธีที่ 5 การใช้ดราฟท์ วิธีการแบบนี้จะคล้ายกับการใช้เช็ค แต่ผู้โอนหรือผู้ซื้อดราฟท์จะต้องระบุชื่อผู้รับโอน,ชื่อธนาคาร และชื่อของสาขาปลายทาง โดยผู้ซื้อจะต้องส่งมอบดราฟท์ไปให้ผู้รับเงินด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง วิธีนี้จะเหมาะสำหรับการโอนเงินไปต่างจังหวัดในจำนวนที่มาก ๆ แบบหลายแสนบาท ถึงหลักล้านบาท เพราะจะมีค่าธรรมเนียม 0.25% และวงเงินขั้นต่ำ 500 บาท ผู้ที่ได้รับดราฟท์สามารถขึ้นเงินเข้าบัญชีของตนเองได้ทันทีถ้าอยู่ในเวลาเคลียริ่ง หรือ วันทำการถัดไปและไม่มีค่าธรรมเนียมเรียกเก็บ สำหรับความปลอดภัยเหมือนกับ A/C Payee ของเช็ค
          วิธีที่ 6 การเงินรายใหญ่โดยใช้ BATHNET เป็นวิธีการโอนเงินแบบที่ได้เงินเร็วและโอนต่างธนาคารได้ ซึ่งจะมีรอบเวลาการโอนในแต่ละวัน เหมาะกับการโอนเงินแบบวงเงินสูง หรือ 1,000,000 บาทขึ้นไปถึงหลักร้อยล้านบาท ค่าธรรมเนียม จะเป็นลักษณะค่าธรรมเนียมเหมาจ่าย ถ้าผู้รับและผู้โอนอยู่ในกรุงเทพ จะเสียค่าธรรมเนียม 250 บาท ถ้าผู้รับหรือผู้โอน คนใดคนหนึ่งอยู่ต่างจังหวัด จะเสียค่าธรรมเนียม 900 บาท
         วิธีที่ 7 การโอนรายย่อยด้วยระบบ ITMX Bulk Payment Same Day เป็นการโอนลักษณะโอนเป็นชุด หรือเรียกว่า โอนจากต้นทาง 1 คนสู่หลายคน แต่มีบางธนาคารสามารถโอนจาก 1 คนสู่ 1 คนก็ได้ โดยธนาคารจะกำหนดรอบการโอน โดยมากใช้กับนิติบุคคล หรือ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ในการจ่ายเงินเดือนให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งจะสามารถรับเงินได้ในวันเดียวกันกับวันที่โอน ไม่มีกำหนดเรื่องที่อยู่ของผู้รับ ขอเพียงให้อยู่ในประเทศ ค่าธรรมเนียมการโอนขึ้นอยู่กับจำนวนการโอนและวันที่ต้องการรับเงิน  คือถ้าต้องการรับเงินในวันเดียวกันและเงินโอนไม่เกิน 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียม 20 บาท ไม่เกิน 500,000 บาท คิด 75 บาท ไม่เกิน 2,000,000 บาท คิด 200 บาท แต่ถ้ารอเวลาการรับเงินเป็นอีก 1-2 วันทำการ และโอนเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000,000 บาท เราจะเรียกว่า ITMX Bulk Payment Next Day ซึ่งจะคิดค่าธรรมเนียมครั้งละ 12 บาท ซึ่งมีบางธนาคารจะรับทำรายการผ่านทาง Internet แต่โดยทั่วไปจะให้บริการเฉพาะบริษัทห้างร้านเท่านั้น
            สำหรับเรื่องเช็ค เอาไว้โอกาสหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ
                
นายพากเพียร