วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 4 Season 2 ชื่อตอน Wealth Management









Wealth Management
            การจัดการความมั่งคั่ง Wealth Management ฟังดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมของคนรวย แต่จริงแล้วต้องบอกว่าเป็นเรื่องของทุกคน คำว่า Wealth Management อธิบายในภาษาง่ายๆ หมายถึง วิธีการที่จะทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยให้มากที่สุด ไม่ว่าสินทรัพย์จะมากหรือน้อย โดยให้สินทรัพย์ทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปทำให้มูลค่าของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น
            คำถามลำดับต้น ๆ ในการจัดการความมั่งคั่ง คือระดับความเสี่ยงที่รับได้ ความเสี่ยงในที่นี้ให้หมายถึงโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน และโอกาสที่จะขาดทุน รวมถึงจำนวนเงินที่จะขาดทุนด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ในประเด็นเรื่องความเสี่ยงจะประกอบไปด้วย ความเสี่ยงจากตัวการลงทุนเอง เช่นการเลิกกิจการ (เจ้ง) หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามสัญญาที่กำหนดไว้ ความเสี่ยงตัวที่ 2 คือความเสี่ยงจากตลาด หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของราคาอัตราดอกเบี้ยหรือสิ่งที่ทำให้เกิดผลกำไรขาดทุน ความเสี่ยงตัวที่ 3 ความเสี่ยงทางนโยบายและกฎหมายของรัฐ หมายถึง กฎหมายหรือนโยบายที่มีผลทำให้ราคาหรือผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป ความเสี่ยงตัวที่ 4 ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติ หมายถึง ถ้าฤดูกาลหรือภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไป สำหรับความเสี่ยงอื่น ๆ ยังมีอีกมากมายแล้วแต่ประเภทของสินทรัพย์ แต่หลักการหนึ่งให้ระลึกไว้เสมอว่า ความเสี่ยง (สูญเสีย) สูง-โอกาสได้ผลตอบแทนสูงด้วย แต่ใบบางกรณี การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่เป็นตามที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งอาจจะต่ำกว่าหรือ ขาดทุนจากการลงทุนได้
            ประเภทของสินทรัพย์เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นลำดับต่อไป ประเภทของสินทรัพย์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ กับสินทรัพย์ที่เป็นตราสารหรือเป็นแต่เอกสารสัญญาเท่านั้น สินทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์จริงๆ ได้แก่ บ้าน ที่ดิน ทองคำ ผลิตผลทางการเกษตร แร่ เงิน อัญมณี อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบแล้วแต่ความชอบ เช่น บางคนชอบทองคำ บางคนชอบนาฬิกาเก่า บางคนชอบที่ดิน สิ่งเหล่านี้ราคาจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเวลาทำให้เกิดโอกาสในการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ สินทรัพย์ประเภทที่ 2 คือตราสาร หมายถึง สัญญาทุกรูปแบบ ลักษณะจะมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว เป็นตราสารหนี้ ตราสารหุ้นหรือใบหุ้น ตราสารอนุบัตร รวมถึงหนังสือยืนยันหน่วยลงทุน กองทุนรวม ในการเข้าถือสินทรัพย์ประเภทตราสารจะต้องคำนึงถึง ความน่าเชื่อถือของผู้ให้สัญญา เช่นตราสารหนี้จะต้องดูว่า ผู้สัญญาว่าจะใช้หนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด มีความสามารถเพียงใด หรือตราสารทุนต้องดูว่าผู้นำเงินเราไปลงทุนจะสามารถหากำไร ต่อหุ้นมาได้มากน้อยเพียงใดและมีการปันผลหรือราคา หรือนโยบายการทำธุรกิจเป็นอย่างไร สอดคล้องกับแนวคิดหรือปรัญชาการดำเนินชีวิตหรือไม่
            คำถามลำดับที่ 3 คือช่วงเวลาในการจัดการความมั่งคั่ง จะต้องคำนึงช่วงเวลาเสมอ เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยนราคาจะเปลี่ยนตามไปด้วย แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลานั้นๆก็ตาม ด้วยเงื่อนไขเวลานี้ จึงทำให้เกิดความจังหวะเข้า จังหวะออก ถ้าใครสามารถจับจังหวะได้แม่นยำจะทำให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนเป็นบวก แต่ถ้าใครจับจังหวะผิดจะทำให้ขาดทุนหรือผลตอบแทนเป็นลบ
            ในการจัดการความมั่งคั่งจะต้องคิดถึง 3 ประการที่กล่าวไปแล้วเสมอ เพื่อพิจารณาดูว่า ในแต่ละช่วงเวลาควรจะจัดการสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบไหน ขนาดเท่าใด และมีโอกาสสูญเสียหรือความเสี่ยงเท่าใด ทำให้สามารถตอบสนองความต้องได้มากที่สุด

คุณพากเพียร




วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 3 Season 2 ชื่อตอน การผ่อนบ้านให้คุ้มค่า










การผ่อนบ้านคุ้มค่าด้วยการประหยัดภาษี

ในการผ่อนบ้าน หลายคน ๆ คิดว่า จ่ายค่างวดไป มีแต่ดอกเบี้ย ไม่เห็นเงินต้นเลย ดังนั้น เมื่อได้เงินก้อนมาต้องรีบ ๆ โป๊ะ จะได้หมดเร็วๆ วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ถูก แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะหาประโยชน์เพิ่มเติมจากการผ่อนบ้านได้ นั่นคือ การใช้ในคิดตามหลักค้าเสียโอกาส หรือพิจาราณาทางเลือกว่า สิ่งที่มีอยู่นั้นสามารถทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือมีต้นทุนน้อยที่สุด

วิธีการสร้างประโยชน์จากการผ่อนบ้านตามแนวคิดนี้ คือการหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แทนการนำเงินที่หาได้ไปโป๊ะบ้านทั้งหมด โดยเฉพาะในปีแรก ๆ ของของการผ่อนบ้าน ดอกเบี้ยจะถูกมาก เช่น 0% 6 เดือน หรือ คงที่ 3.5% 1 ปี การที่นำเงินไปโป๊ะ จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายหรือมีผลตอบแทนเท่ากับดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบโดยใช้ช่วงเวลาเดียวกันกับการลงทุน ดังนั้น หากนำเงินที่ต้องการไปโปะเงินต้น ไปลงทุนอะไรก็ได้ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เช่นการลงทุนในกองทุนรวม ลงทุนในทองคำ ลงที่ให้ตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน โดยลงทุนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งดอกเบี้ยจ่ายมากว่าผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นแสดงว่าต้นทุนทางการเงินมากกว่าผลประโยชน์จากการลงทุน (ทำให้ขาดทุน) ให้นำเงินที่ลงทุนไปทั้งหมดพร้อมด้วยผลตอบแทนมาโปะเงินต้นทั้งหมดเพื่อตัดเงินต้นด้วย

นอกจากนั้นบางคน ยังสามารถนำดอกเบี้ยจากการผ่อนบ้านที่จ่ายในปีนั้นมาขอคืนภาษีเงินได้อีกต่อหนึ่งเป็นโบนัส แต่จำนวนดอกเบี้ยไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งผลตอบแทนการขอเงินคืนจากภาษีอยู่ที่ฐานภาษี ถ้าฐานที่ 10% จะได้เงินคืนเท่ากับ 10% ของดอกเบี้ย ฐาน 20% จะได้เงินคืนเท่ากับ 20% ของดอกเบี้ย ไปเรื่อยจนสูงสุดที่ 37% สุดท้ายจะจ่ายดอกเบี้ยน้อยลงกว่าการรีบโปะเงินต้นเสียแต่แรกอีก วิธีนี้เป็นการให้เงินทำงานภายใต้ค่าเสียโอกาสที่น้อยที่สุด

หมายเหตุการณ์โป๊ะบ้านคือการจ่ายมากกว่าค่างวดขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด


นายพากเพียร



วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 2 Season 2 ชื่อตอน ทำประกันบ้าน (MRTA)








ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 กันยายน 2555

ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ
หลาย ๆ คนคงจะมีประสบการณ์การกู้บ้านและธนาคารจะถาม หรือชี้ช่อง หรือแนะนำการทำประกันชีวิตที่คุ้มครองสินเชื่อบ้านที่กู้มา ซึ่งการทำประกันประเภทนี้มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างจากการทำประกันชีวิตอื่น ๆ แต่ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับการประกันชีวิตเสียก่อน การประกันชีวิตคือการลดความเสียหายอันเกิดมาจากการสูญเสียชีวิต หมายความว่า เมื่อเราเสียชีวิตแล้ว จะมีคนมาช่วยเรื่องค่าความเสียหายต่าง ๆ ไว้ตามที่ได้ตกลงกับผู้รับประกัน (บริษัทประกัน) และเมื่อนำประกันชีวิตมาใช้กับการลดความเสียหายที่เกิดจากการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน หมายความว่า เมื่อผู้เอาประกัน(ซึ่งต้องเป็นคนเดียวกับผู้กู้) เกิดเสียชีวิต จะมีผู้มาจ่ายหนี้ที่เหลืออยู่แทน ข้อดีของกรมธรรม์ประเภทนี้คือ ผู้ที่กู้เงินไม่ต้องกังวล หรือทิ้งภาระให้กับคนข้างหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เป็นเสาหลักในการหารายได้ให้กับครอบครัว และยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิตไปทำการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย สำหรับคนที่ทำประกันเกินว่า 10 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

                แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจคือ ทุนประกันคุ้มครองอาจจะไม่เท่ากับมูลหนี้ที่เหลืออยู่ได้ การทำประกันคุ้มครองสินเชื่อ หรือ MRTA  (Mortgage Reducing Term Assurance) นั้น จะเป็นการจ่ายเบี้ยประกันครั้งเดียว และจะมีการคุ้มครองในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ อาจจะเป็น 10 ปี 15 ปี หรือ 30 ปี ซึ่งกรมธรรม์นั้น ๆ จะคิดทุนประกันคุ้มครองลดลงไปเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ขอทำประกัน โดยที่ทุนประกันจะลดลงเรื่อย ๆ และจะหมดพอดีเมื่อหมดระยะเวลาประกัน ซึ่งบริษัทประกันจะไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วผู้กู้เหลือเงินเท่าใดถ้ามีการโป๊ะ หรือปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย บริษัทประกันจึงตั้งสมมติฐานว่า เงินกู้จะหมดลงเท่ากับระยะเวลาที่กรมธรรมหมดพอดี เช่น ทุนประกันเริ่มต้น 1,000,000 บาท ระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี ปีแรกจะคุ้มครอง 1,000,000 บาท ปีที่ 2 จะคุ้มครอง 900,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) ไปเรื่อย ๆ จนปีที่ 10 คุ้มครอง 100,000 บาท  แต่ปัญหาคือ ผู้เอาประกันหลายคน กู้เงิน 30 ปี แต่ทำประกันแค่ 10 ปี ดังนั้น ทุนประกันจะลดลงเร็วว่าเงินต้นที่ลดลง สมมติว่า หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในปีที่ 8 เงินต้นจะยังคงเหลืออยู่เยอะ เพราะยังต้องผ่อนอีก 22 ปี แต่ทุนประกันจะหมดแล้ว จะเกิดส่วนต่างขึ้น สิ่งที่ธนาคารต้องทำคือ การขอเรียกชำระหนี้ส่วนขาดจากกองมรดก (นั่นก็คือบ้านที่ได้จำนองไว้) ถ้าผู้รับมรดกมีความสามารถในการชำระหนี้ ธนาคารก็จะสามารถพิจารณาเปลี่ยนผู้กู้ได้ หรือให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเพื่อปิดบัญชี หรือขายทรัพย์ทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
                สิ่งที่ผู้กู้ต้องให้ความสนใจ ก่อนที่จะทำประกันนอกเหนือจากเบี้ยประกันคือ ตารางกรมธรรม์ เพื่อจะได้ทราบว่าการคุ้มครองในแต่ละช่วงปีอยู่ที่เท่าใด และควรให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีที่ผู้กู้ (ผู้เอาประกัน) เสียชีวิต จะมีประโยชน์เท่าใดตกแก่ผู้รับประโยชน์บ้าง โดยปกติแล้ว MRTA ผู้รับประโยชน์คนแรกจะเป็นธนาคาร แต่ถ้ามีประโยชน์ส่วนเกิน จะยกให้กับผู้รับประโยชน์ที่ผู้เอาประกันได้ระบุชื่อไว้ เพื่อให้ผู้ที่ต้องจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินนี้ ทราบเกี่ยวกับวงเงินคุ้มครองและหนี้สินที่เหลืออยู่

นายพากเพียร

ผู้เอาประกันหมายถึง ผู้ที่ทำสัญญาไว้กับชีวิตของคนเอง ซึ่งการจ่ายสินไหมจะจ่ายเมื่อเกิดเหตุการณ์กับผู้เอาประกัน

ผู้รับประโยชน์ หมายถึง เมื่อมีเงินค่าสินไหมจากบริษัทประกันชีวิต ถ้าผู้เอาประกันไม่ได้รับ หรือไม่สามารถรับได้ ผู้ที่มีสิทธิคนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์ โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้ที่มีสิทธิ์คนต่อไปที่จะรับค่าสินไหมนั้นเป็นผู้รับประโยชน์โดยปกติแล้วจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง บุตร หรือ คู่สมรส (ต่างเพศ) ผู้รับประโยชน์จะมีคนเดียว หรือหลายคนก็ได้ ตามความประสงค์ของผู้เอาประกัน แต่ไม่สามารถให้กับเพื่อน โดยเฉพาะเพศเดียวกันได้

นายพากเพียร