Wealth
Management
การจัดการความมั่งคั่ง Wealth
Management ฟังดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมของคนรวย
แต่จริงแล้วต้องบอกว่าเป็นเรื่องของทุกคน คำว่า Wealth Management อธิบายในภาษาง่ายๆ หมายถึง วิธีการที่จะทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่งอกเงยให้มากที่สุด
ไม่ว่าสินทรัพย์จะมากหรือน้อย โดยให้สินทรัพย์ทำงาน
เมื่อเวลาผ่านไปทำให้มูลค่าของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น
คำถามลำดับต้น ๆ ในการจัดการความมั่งคั่ง
คือระดับความเสี่ยงที่รับได้ ความเสี่ยงในที่นี้ให้หมายถึงโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน
และโอกาสที่จะขาดทุน รวมถึงจำนวนเงินที่จะขาดทุนด้วยเหตุการณ์ต่างๆ
ในประเด็นเรื่องความเสี่ยงจะประกอบไปด้วย ความเสี่ยงจากตัวการลงทุนเอง
เช่นการเลิกกิจการ (เจ้ง) หรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถชำระเงินได้ตามสัญญาที่กำหนดไว้
ความเสี่ยงตัวที่ 2 คือความเสี่ยงจากตลาด หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงของราคาอัตราดอกเบี้ยหรือสิ่งที่ทำให้เกิดผลกำไรขาดทุน
ความเสี่ยงตัวที่ 3 ความเสี่ยงทางนโยบายและกฎหมายของรัฐ
หมายถึง กฎหมายหรือนโยบายที่มีผลทำให้ราคาหรือผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป
ความเสี่ยงตัวที่ 4 ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
หมายถึง ถ้าฤดูกาลหรือภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับความเสี่ยงอื่น ๆ ยังมีอีกมากมายแล้วแต่ประเภทของสินทรัพย์
แต่หลักการหนึ่งให้ระลึกไว้เสมอว่า ความเสี่ยง (สูญเสีย) สูง-โอกาสได้ผลตอบแทนสูงด้วย
แต่ใบบางกรณี การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่เป็นตามที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งอาจจะต่ำกว่าหรือ
ขาดทุนจากการลงทุนได้
ประเภทของสินทรัพย์เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเป็นลำดับต่อไป
ประเภทของสินทรัพย์ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ
คือสินทรัพย์ที่จับต้องได้ กับสินทรัพย์ที่เป็นตราสารหรือเป็นแต่เอกสารสัญญาเท่านั้น
สินทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์จริงๆ ได้แก่ บ้าน ที่ดิน ทองคำ ผลิตผลทางการเกษตร แร่
เงิน อัญมณี อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบแล้วแต่ความชอบ เช่น
บางคนชอบทองคำ บางคนชอบนาฬิกาเก่า บางคนชอบที่ดิน สิ่งเหล่านี้ราคาจะเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเวลาทำให้เกิดโอกาสในการสร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ สินทรัพย์ประเภทที่ 2
คือตราสาร หมายถึง สัญญาทุกรูปแบบ ลักษณะจะมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว
เป็นตราสารหนี้ ตราสารหุ้นหรือใบหุ้น ตราสารอนุบัตร รวมถึงหนังสือยืนยันหน่วยลงทุน
กองทุนรวม ในการเข้าถือสินทรัพย์ประเภทตราสารจะต้องคำนึงถึง
ความน่าเชื่อถือของผู้ให้สัญญา เช่นตราสารหนี้จะต้องดูว่า
ผู้สัญญาว่าจะใช้หนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด มีความสามารถเพียงใด
หรือตราสารทุนต้องดูว่าผู้นำเงินเราไปลงทุนจะสามารถหากำไร ต่อหุ้นมาได้มากน้อยเพียงใดและมีการปันผลหรือราคา
หรือนโยบายการทำธุรกิจเป็นอย่างไร
สอดคล้องกับแนวคิดหรือปรัญชาการดำเนินชีวิตหรือไม่
คำถามลำดับที่ 3 คือช่วงเวลาในการจัดการความมั่งคั่ง จะต้องคำนึงช่วงเวลาเสมอ
เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยนราคาจะเปลี่ยนตามไปด้วย
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลานั้นๆก็ตาม ด้วยเงื่อนไขเวลานี้ จึงทำให้เกิดความจังหวะเข้า
จังหวะออก ถ้าใครสามารถจับจังหวะได้แม่นยำจะทำให้เกิดกำไรหรือผลตอบแทนเป็นบวก
แต่ถ้าใครจับจังหวะผิดจะทำให้ขาดทุนหรือผลตอบแทนเป็นลบ
ในการจัดการความมั่งคั่งจะต้องคิดถึง 3 ประการที่กล่าวไปแล้วเสมอ เพื่อพิจารณาดูว่า
ในแต่ละช่วงเวลาควรจะจัดการสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบไหน ขนาดเท่าใด
และมีโอกาสสูญเสียหรือความเสี่ยงเท่าใด ทำให้สามารถตอบสนองความต้องได้มากที่สุด
คุณพากเพียร












