อาวุธทางการเงินสำหรับธุรกิจ
การทำธุรกิจที่ต้องใช้สินเชื่อนั้น
จำเป็นจะต้องรู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท
ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้กู้ และ
ป้องความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข
โดยลักษณะของสินเชื่อที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1. สินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan, Time Loan, Fixed Loan)
สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารจะทำการอนุมัติให้เป็นวงเงินก้อนเพียงครั้งเดียว
ซึ่งผู้กู้อาจจะขอทำการเบิกใช้หลายครั้งได้
แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ธนาคารได้ทำการอนุมัติไว้ในตอนแรก
การผ่อนชำระจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อายุมากกว่า 1 ปี
ส่วนมากจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส จะมีการกำหนดค่างวดเท่า ๆ กัน คล้ายกับการผ่อนบ้าน
วัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะให้ไว้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ
ส่วนใหญ่ในกรณีที่ต้องการขอวงเงินเกินกว่าที่ธนาคารได้เคยอนุมัติไว้
ผู้กู้จำเป็นต้องทำการปิดบัญชีวงเงินเดิมและทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2. สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note, หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า
ตั๋ว P/N) เป็นสินเชื่อระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี อาจจะเป็น
ระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ การชำระคืนโดยส่วนมาก
จะให้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบกำหนด หรือ จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกเดือน
แล้วจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายเมื่อครบกำหนดก็ได้ วัตถุประสงค์ของตั๋ว P/N
จะมีไว้เพื่เสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ
ผู้กู้อาจจะสามารถขอใช้สินเชื่อประเภทนี้ในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก
เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธุรกิจ
3. สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft :O/D) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเผื่อเรียก
จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยการถอนเงินผ่านบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็ค หรือบัตร ATM
เมื่อมีการใช้วงเงิน สถานะของบัญชีก็จะขึ้นเป็นติดลบทันที
ในกรณีที่มีการจ่ายเงินเข้ามาในบัญชี ก็จะทำให้มีสถานะการติดลบลดน้อยลงหรือหมดไป
สำหรับดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้นั้นจะคิดจากจำนวนเงินที่ติดลบในแต่ละวัน
และทำการเรียกเก็บเมื่อถึงสิ้นเดือน หากเรียกเก็บแล้ว
แต่ผู้กู้ยังไม่ทำการชำระเข้ามาในบัญชี ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มเป็นเงินต้น
เพื่อใช้ร่วมสำหรับการคิดดอกเบี้ยงวดในงวดต่อไป
4. สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการแต่ยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าของตนเองได้ในทันที
ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถถือเป็นหลักประกันสินเชื่อได้คือใบวางบิล
โดยสินเชื่อประเภทนี้ธนาคารยินดียอมเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระค่าสินค้าและบริการ
และธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการอีกทอดหนึ่งเมื่อถึงวันกำหนดชำระค่าสินเชื่อและบริการ
โดยใช้ใบวางบิลเป็นหลักฐานในการแสดงสิทธิ์ขอเรียกเก็บเงิน สำหรับสินเชื่อแบบ Factoring
นั้นส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าแก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการ
5. สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ ลิสซิ่ง (Leasing)
การเช่าซื้อและการทำลิสซึ่ง
เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์
เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจ โดยที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น
และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี
แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องการหาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะมีสภาพเป็นหลักประกันในตัวเอง
ซึ่งวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน
แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบกล่าวคือ
จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ
ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด
โดยระหว่างนั้นผู้เช่าซื้อสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น
มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ
จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ
เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น ส่วนสินเชื่อลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ จะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด
ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า
ผู้ขอใช้สินเชื่อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ, ต่อสัญญาเช่า, หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้
มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร
รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น
คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น (ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
6.
Bank
Guarantee หรือ Bond/Guarantee โดยปกติเราจะเรียกกันอย่างย่อว่า
B/G คือเอกสารหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารเพื่อค้ำประกันว่า
หากลูกค้าของธนาคารไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันแล้ว
ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกันเป็นการชดเชย
เช่น การค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคา การค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา
การค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า การค้ำประกันเงินกู้
และการค้ำประกันต่อกรมศุลกากร เป็นต้น
หนังสือค้ำประกัน กำหนดเป็น 5 ประเภท ดังนี้
· หนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา
(TEDER GUARATEE หรือ BID BOND) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคา
· หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา
(PERFORMANCE BOND) เป็นการค้ำลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน
สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญารับจ้างงาน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
· หนังสือค้ำประกันการขอรับเงินล่วงหน้า
(ADVANCE PAYMENT
GUAREANTEE) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าได้รับเงินค่าจ้าง
หรือค่าขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาของลูกค้า
· หนังสือค้ำประกันผลงาน (RETENTION MONEY BOND) เป็นการค้ำประกันคุณภาพความชำรุดบกพร่องของงาน
และ/หรือ สินค้าที่ได้ส่งมอบตามสัญญา
· หนังสือค้ำประกันประเภทอื่น (LETTER OF GUARANTEE – OTHERS) เป็นการค้ำประกัน นอกจาก 1 - 4
7.
การอาวัล (Aval) เป็นการค้ำประกันการจ่ายเงินตามตั๋วเงิน
เมื่อมีการออกตั๋วเงินลงวันที่ชำระหนี้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน
ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค โดยการที่ธนาคารลงนามอาวัลบนตั๋วเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันผู้ออกตั๋วเงินในการจ่ายเงินตามเขื่อนไขที่กำหนดในตั๋วเงินนั้นๆ
เพื่อให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเพื่อชำระหนี้ โดยปกติแล้วในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่แน่ใจในความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ผู้ออกตั๋ว
ลูกหนี้หรือผู้สั่งจ่ายตามตั๋วเงินจึงจำเป็นต้องหาบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือมาลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงิน
เพื่อเป็นการค้ำประกันตั๋วเงิน
สินเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น
เป็นสินเชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ
แล้วจะมีสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้จะขึ้นกับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น การขายลดเช็ค หรือตราสารเพื่อการค้าอย่างเช่น
Trade Finance การรับรองตั๋ว
(Acceptance) เป็นต้น การเลือกใช้สินเชื่อประเภทไหน
ขึ้นอยู่กับ หลังทรัพย์ค้ำประกัน การใช้ไปของเงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน
และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณพากเพียร





สู้ต่อไปครับ....อ่านสนุกได้ทุกตอนเลย
ตอบลบอ่านแล้วได้ความรู้ขึ้นเยอะเลยครับ ติดตามทุกตอนเลยครับ
ตอบลบอ่านสนุกดี เข้าใจง่าย
ตอบลบปล.สงสารคุณพากเพียรจัง สู้ต่อไปนะ
ดีมากๆครับ
ตอบลบฮ่าๆ คุณพากเพียร สู้ต่อไปนะครับ
ตอบลบ