วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 5 Season 2 ชื่อตอน อาวุธทางการเงิน












อาวุธทางการเงินสำหรับธุรกิจ

                การทำธุรกิจที่ต้องใช้สินเชื่อนั้น จำเป็นจะต้องรู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้กู้ และ ป้องความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข โดยลักษณะของสินเชื่อที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1.   สินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan, Time Loan, Fixed Loan) สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารจะทำการอนุมัติให้เป็นวงเงินก้อนเพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้กู้อาจจะขอทำการเบิกใช้หลายครั้งได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ธนาคารได้ทำการอนุมัติไว้ในตอนแรก การผ่อนชำระจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อายุมากกว่า 1 ปี ส่วนมากจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส จะมีการกำหนดค่างวดเท่า ๆ กัน คล้ายกับการผ่อนบ้าน วัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะให้ไว้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ ส่วนใหญ่ในกรณีที่ต้องการขอวงเงินเกินกว่าที่ธนาคารได้เคยอนุมัติไว้ ผู้กู้จำเป็นต้องทำการปิดบัญชีวงเงินเดิมและทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.   สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note, หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ตั๋ว P/N) เป็นสินเชื่อระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี อาจจะเป็น ระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ การชำระคืนโดยส่วนมาก จะให้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบกำหนด หรือ จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกเดือน แล้วจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายเมื่อครบกำหนดก็ได้ วัตถุประสงค์ของตั๋ว P/N จะมีไว้เพื่เสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ ผู้กู้อาจจะสามารถขอใช้สินเชื่อประเภทนี้ในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธุรกิจ
3.   สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft :O/D) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเผื่อเรียก จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยการถอนเงินผ่านบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็ค หรือบัตร ATM เมื่อมีการใช้วงเงิน สถานะของบัญชีก็จะขึ้นเป็นติดลบทันที ในกรณีที่มีการจ่ายเงินเข้ามาในบัญชี ก็จะทำให้มีสถานะการติดลบลดน้อยลงหรือหมดไป สำหรับดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้นั้นจะคิดจากจำนวนเงินที่ติดลบในแต่ละวัน และทำการเรียกเก็บเมื่อถึงสิ้นเดือน หากเรียกเก็บแล้ว แต่ผู้กู้ยังไม่ทำการชำระเข้ามาในบัญชี ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มเป็นเงินต้น เพื่อใช้ร่วมสำหรับการคิดดอกเบี้ยงวดในงวดต่อไป
4.   สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการแต่ยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าของตนเองได้ในทันที ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถถือเป็นหลักประกันสินเชื่อได้คือใบวางบิล โดยสินเชื่อประเภทนี้ธนาคารยินดียอมเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระค่าสินค้าและบริการ และธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการอีกทอดหนึ่งเมื่อถึงวันกำหนดชำระค่าสินเชื่อและบริการ โดยใช้ใบวางบิลเป็นหลักฐานในการแสดงสิทธิ์ขอเรียกเก็บเงิน สำหรับสินเชื่อแบบ Factoring นั้นส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าแก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการ
5.   สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ ลิสซิ่ง (Leasing) การเช่าซื้อและการทำลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจ โดยที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องการหาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะมีสภาพเป็นหลักประกันในตัวเอง ซึ่งวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบกล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นผู้เช่าซื้อสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น ส่วนสินเชื่อลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ จะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้ขอใช้สินเชื่อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ, ต่อสัญญาเช่า, หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น (ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
6.   Bank Guarantee หรือ Bond/Guarantee โดยปกติเราจะเรียกกันอย่างย่อว่า B/G คือเอกสารหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารเพื่อค้ำประกันว่า หากลูกค้าของธนาคารไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกันเป็นการชดเชย เช่น การค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคา การค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา การค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า การค้ำประกันเงินกู้ และการค้ำประกันต่อกรมศุลกากร เป็นต้น

หนังสือค้ำประกัน กำหนดเป็น 5 ประเภท ดังนี้
·       หนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา (TEDER GUARATEE หรือ BID BOND) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคา
·       หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา (PERFORMANCE BOND) เป็นการค้ำลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญารับจ้างงาน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
·       หนังสือค้ำประกันการขอรับเงินล่วงหน้า (ADVANCE PAYMENT GUAREANTEE) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าได้รับเงินค่าจ้าง หรือค่าขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาของลูกค้า
·       หนังสือค้ำประกันผลงาน (RETENTION MONEY BOND) เป็นการค้ำประกันคุณภาพความชำรุดบกพร่องของงาน และ/หรือ สินค้าที่ได้ส่งมอบตามสัญญา
·       หนังสือค้ำประกันประเภทอื่น (LETTER OF GUARANTEE – OTHERS) เป็นการค้ำประกัน นอกจาก 1 - 4
7.    การอาวัล (Aval) เป็นการค้ำประกันการจ่ายเงินตามตั๋วเงิน เมื่อมีการออกตั๋วเงินลงวันที่ชำระหนี้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค โดยการที่ธนาคารลงนามอาวัลบนตั๋วเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันผู้ออกตั๋วเงินในการจ่ายเงินตามเขื่อนไขที่กำหนดในตั๋วเงินนั้นๆ เพื่อให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเพื่อชำระหนี้ โดยปกติแล้วในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่แน่ใจในความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ผู้ออกตั๋ว ลูกหนี้หรือผู้สั่งจ่ายตามตั๋วเงินจึงจำเป็นต้องหาบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือมาลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงิน เพื่อเป็นการค้ำประกันตั๋วเงิน
สินเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสินเชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะมีสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะขึ้นกับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น การขายลดเช็ค หรือตราสารเพื่อการค้าอย่างเช่น Trade Finance การรับรองตั๋ว (Acceptance) เป็นต้น การเลือกใช้สินเชื่อประเภทไหน ขึ้นอยู่กับ หลังทรัพย์ค้ำประกัน การใช้ไปของเงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


คุณพากเพียร


5 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ14 ต.ค. 2555 15:53:00

    สู้ต่อไปครับ....อ่านสนุกได้ทุกตอนเลย

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ15 ต.ค. 2555 13:06:00

    อ่านแล้วได้ความรู้ขึ้นเยอะเลยครับ ติดตามทุกตอนเลยครับ

    ตอบลบ
  3. ไม่ระบุชื่อ15 ต.ค. 2555 18:14:00

    อ่านสนุกดี เข้าใจง่าย
    ปล.สงสารคุณพากเพียรจัง สู้ต่อไปนะ

    ตอบลบ
  4. ฮ่าๆ คุณพากเพียร สู้ต่อไปนะครับ

    ตอบลบ