วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตอนที่ 12 Season 2 ชื่อตอน หาเงินตั้งตัวเป็นเถ้าแก่






       ความฝันอย่างหนึ่งของมนุษย์เงินเดือนที่มักจะได้ยินกันบ่อย ๆ คือ อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ อยากมีร้านเป็นของตัวเอง อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แต่ มักจะเจออุปสรรค์ใหญ่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีเงินทุน ยังไม่พร้อม เพราะเงินไม่พอ ต้องเก็บเงินก่อน เพื่อเอาไปเปิดร้าน ปัญหาเหล่านี้มีจะเกิดขึ้นเสมอ สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนต้องจัดการทางด้านการเงินเพื่อเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตจะมีลำดับขั้นตอนง่าย ๆ เพียง 2 ขั้นตอน คือตั้งเป้าหมายของการเริ่มต้นการมีกิจการของตัวเอง และ ลงมือปฏิบัติหาเงินลงทุน

แต่ก่อนที่จะเริ่มหาเงินทุนนั้น จะต้องกำหนดจำนวนเงินเป้าหมายของการตั้งต้นธุรกิจเสียก่อน ซึ่งในแต่ธุรกิจนั้นจะใช้เงินทุนที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นกับประเภท และขนาด ของธุรกิจ ซึ่งแต่ละคนจะต้องไปทำการศึกษาการธุรกิจของตนเองอย่างถ่องแท้ เข้าใจ และมีความพร้อมเสียก่อน สมมติว่า ธุรกิจที่สนใจเป็นร้านกาแฟ ต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 บาท พร้อมเงินทุนหมุนเวียนอีกประมาณ 50,000 บาท นั้นหมายถึงจะต้องมีเงิน 550,000 บาท สำหรับการลงทุนโดยไม่กู้ ถ้าผู้ที่สนใจอยากทำร้านกาแฟ มีเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท และมีความรอบรู้ด้านกาแฟเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งวิธีการชง การเลือกวัตถุดิบ การปรับรสชาติ และทำการตลาดแล้ว แต่มีเงินทุนเริ่มต้นอยู่ในปัจจุบันเพียง 100,000 บาท แสดงว่า รายนี้จะต้องหาเงินอีก 450,000 บาท โดยการใช้เงินเก็บของตนเอง ปัญหาคือ จะต้องเก็บเงินนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถเปิดร้านกาแฟได้???

ถ้ารายนี้สามารถเก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท เก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่สนใจเรื่องผลตอบแทนของการออมเงินอะไรเลย เขาจะต้องเก็บเงินเป็นระยะเวลา 90 เดือน หรือ 7 ปี 6 เดือน แต่ถ้าเก็บเงินโดยการหาเงินฝากที่จ่ายดอกเบี้ย 3% แบบรายเดือน จะทำให้เหลือเวลา 82 เดือน หรือ 6 ปี 10 เดือน ถ้าเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็น 5% จะทำให้ระยะเวลาเหลือ 72 เดือน หรือ 6 ปี ในความเป็นจริง การเก็บเงินอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ซึ่งสามารถใช้วิธีอื่น ๆ ได้นอกจากการฝากเงิน เช่นการลงทุนในหุ้น หรือกองทุน จะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจจะถึง 20% ต่อปี ทำให้ระยะเวลาลดลงได้อีก

การหาเงินลงทุนนั้น จะมีด้วยกันอยู่ 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ เงินทุน กับเงินกู้ ตามหลักของงบดุล เงินทุนในที่นี้หมายถึงส่วนของเจ้าของ (Equity) ด้วยชื่อก็บอกในตัวเองอยู่แล้วว่า ส่วนของเจ้าของ ย่อมหมายถึงเงินที่เจ้าของควักออกมาจ่ายเพื่อการลงทุนเอง ไม่ได้เกิดจากการหยิบยืมใคร เงินในส่วนนี้ ย่อมมีที่มาที่แตกต่างกันไป ซึ่งมักจะมีคำถามว่า ถ้าเป็นบุคคลทั่วไป ไม่ได้รวยมาแต่เกิด จะไปหาเงินเหล่านี้ได้จากที่ไหน ซึ่งส่วนของเจ้าของจะสามารถแบ่งประเภทแหล่งที่มาจากส่วนของเจ้าของได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. รอโชคชะตา หมายถึง รอให้ได้ลาภลอยมา จนได้เป็นเงินก้อน แล้วเอามาลงทุน แต่แบบนี้มีโอกาสน้อยมาก เช่น ถ้าต้องการถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่ 1 จะมีโอกาสเพียง 1 ในล้าน ใน 1 ปี มี 24 งวดที่ออก ซึ่งวิธีนี้ ลงทุนน้อย ความเสี่ยงสูง ไม่สามารถวางแผนอะไรได้ แล้วแต่บุญวาสนาเท่านั้น

2. มรดก หรือ เงินจากครอบครัว หมายถึง เงินที่เกิดขึ้นจากการมอบให้จากญาติ หรือ บุคคลในครอบ ทั้งการให้จากเจ้าของเดิม หรือ พินัยกรรม หรือ สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งจะมีข้อจำกัด 2 ประการคือ 1) ไม่ใช้ทุกคนจะได้เงินจากส่วนนี้ โดยเฉพาะชนชั้นกลางลงมา เพราะที่บ้านไม่ได้มีมรดกอะไรเอาไว้ให้ และ 2) เงินส่วนนี้มักจะได้มาโดยการแลกกับการสูญเสียบุคคลที่เคารพนับถือ ซึ่ง บางครั้งทำใจไม่ได้ถ้าจะเกิดความเสี่ยงในการลงทุนในการทำธุรกิจ เพราะมีคุณค่าทางจิตใจ

3. เก็บหอมรอมริบ หมายถึง เงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละวัน แต่ละเดือน หลายคนสามารถตั้งตัวได้จากการใช้แหล่งเงินประเภทนี้ แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางประการคือ ใช้ให้น้อยกว่าเงินที่หาได้ ปัญหาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่พนักงานกินเงินเดือนระดับกลาง ๆ ลงมา กลุ่มที่เงินเดือนไม่สูงมากนัก มักจะมีคำพูดว่า ขนาดเงินเดือนจะกินยังไม่ค่อยพอ แล้วจะเอาเงินเก็บที่ไหน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องกลับมาพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ ของรายได้และรายจ่ายว่า ในมุมของรายได้ จะมีวิธีไหนบ้างที่สามารถเพิ่มรายได้ได้บ้าง เช่น เพิ่มศักยภาพในการทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือนที่มากขึ้น บางคนใช้วิธีไปเรียนต่อเพื่อเพิ่มฐานเงินเดือน บางคนใช้วิธีทำงานให้หนักขึ้น บางคนทำงานล่วงเวลา บางคนทำงานเสริมนอกเวลางาน แต่ทั้งนี้จะต้องเงินงานที่ถูกกฎหมายและศีลธรรมด้วย  ในการทำงานเสริมนอกเวลางานนั้นจะมีข้อดีมากกว่าในการหารายได้อื่น ๆ อยู่ตรงที่เป็นการฝึกฝนทำธุรกิจหรือการค้าขายไปในตัว ซึ่งหลาย ๆ คนทำงานเสริมที่เป็นธุรกิจที่ต้องการลงทุน หรือเรียกว่าเปลี่ยนจากอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักไปเลยก็มี

ในการเก็บหอมรอมริบนั้น ยังมีแหล่งอื่น ๆ ที่สามารถกลายเป็นแหล่งเงินทุนได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขในการออมเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ LTF ต้องมีระยะเวลาในการลงทุน 5 ปี แล้วจะได้เป็นเงินก้อนที่ทุนกลับมาพร้อมกับผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของราคา NAV ในแต่ละช่วงเวลา กองทุน RMF ต้องลงทุนในระยะยาวติดต่อกันทุกปีมากกว่า 5 ปีและต้องมีอายุ 55 ปี ขึ้นไป จึงจะได้เป็นเงินก้อนพร้อมผลตอบแทน และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งบางบริษัทจะมีการตั้งกองทุนนี้เพื่อให้พนักงานได้มีเงินเก็บในระยะยาว และทางบริษัทจะมีการสมทบในจำนวนที่เท่ากันกับพนักงาน เมื่อพนักงานลาออก จะสามารถนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนต่อที่อื่นได้ แต่มีเงื่อนไขว่า จะต้องรักษาเงินในการลงทุนหรือออมไว้มากกว่า 5 ปี และอายุต้องมากกว่า 55 ปี หากมีการเปลี่ยนงานแล้วไม่ได้มีการสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนอายุ 55 ให้แสดงความประสงค์คงเงินไว้ในกองทุนจนอายุ 55 ปี จะไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งทั้ง 3 กองทุนที่กล่าวมานั้น หากมีการผิดเงื่อนไข จะต้องนำเงินที่เคยหลักลดหย่อนภาษีไว้มาคำนวณเป็นรายได้ในปีภาษีที่ผิดเงื่อนไข ตามวิธีของสรรพากร และคำนวณภาษีใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งเงินเหล่านี้ อาจจะกลายเป็นอีกแหล่งหนึ่งในการลงทุนขนาดเล็ก ๆ ได้ ซึ่งบางคนยอมที่จะเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปก็ตาม

ในการเก็บเงินเพื่อลการงทุนในกิจการนั้น จะต้องอาศัยวินัยในการออมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการออมระยะยาว นั้นคือจะต้องใช้การวางแผนการใช้จ่ายของตนเองให้ดี โดยแบ่งส่วนของรายจ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือนออกเป็นส่วน ๆ คือ ส่วนที่ค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อการดำรงชีพ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการอุปการะบุคคลในครอบครัว และค่าสาธารณูปโภคอื่น ๆ ที่จำเป็น และใช้จ่ายเพื่อการบันเทิง ซึ่งส่วนนี้จริง ๆ แล้วเป็นส่วนจำเป็นในชีวิตเพราะถ้าการทำงานกลายเป็นการทำมาหาเก็บ จะทำให้เกิดการท้อได้ในการออมเงินระยะยาว สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากที่กล่าวมาข้างต้น จะกลายเป็นเงินเก็บ ซึ่งสามารถจะกำหนดได้คร่าวๆ ว่าจะสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ คือ ในการเก็บเงินนั้นยังต้องแบ่งออกเป็นอีก 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนแรกเป็นการออมเงินเพื่อเป้าหมายของการทำธุรกิจ และส่วนที่ 2 เป็นการออมเงินเพื่อการใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้คาดคิด การจะกำหนดเป็นส่วนๆ ง่าย ๆ ที่ 80% เป็นการออมเพื่อตั้งธุรกิจ และอีก 20% เป็นการออมเพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ออมไปเรื่อย ๆ จนกว่าค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินจะมีเท่ากับ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือน จึงหยุดและไปเพิ่มการออมในส่วนเพื่อการตั้งต้นธุรกิจแทน โดยการออมเพื่อค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉินนั้น ให้ออมแบบที่มีสภาพคล่องสูง เช่นการออมในบัญชีออมทรัพย์ หรือกองทุนที่สามารถขายได้ทุกวัน เพราะยากฉุกเฉินนั้นมักจะไม่สามารถรอเวลาในการถอนเงินได้

4.  การร่วมหุ้นลงขัน ในวิธีการนี้ จะใช้เมื่อการลงทุนทำธุรกิจ ไม่สามารถลงทุนโดยคนเดียวได้ ต้องใช้เงินของคนมากกว่า 1 คน มาร่วมกัน ซึ่งรูปแบบในการลงขัน มีด้วยกันหลายวิธี ตั้งแต่การหุ้นเงินโดยการเชื่อใจกัน ไม่มีการจดทะเบียนใด ๆ ทั้งสิ้น ขั้นต่อไปเป็นการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคล เพื่อให้เกิดการรับรู้รายได้และมีการเสียภาษี ขั้นต่อไป เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จนไปถึงบริษัท ซึ่ง จะมีความซับซ้อน และข้อบังคับที่แตกต่างกันไป แต่หลักการสำคัญคือ การระดมเงินทุนจากหลาย ๆ คนเข้าด้วยกัน เพื่อนำมาลงทุนทางธุรกิจ และต้องมีการทำบัญชีเพื่อการชำระภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อกิจการใหญ่ขึ้น อาจจะกลายเป็น บริษัทมหาชน เพื่อขายหุ้นระดมทุนให้กับบุคคลทั่วไป หรือเป็น บริษัทข้ามชาติ (ที่ชอบลงท้ายด้วย Inc.) ก็ได้

ทั้งหมดเป็นช่องทางการหาเงินลงทุนแบบคร่าว ๆ ซึ่งในความเป็นจริงยังมีอีกหลายช่องทาง หรือมีนายทุนหลายคนที่มีความพร้อมในการเป็นแหล่งเงินในการลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมีนวัตกรรมที่ตรงต่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนนั้น ๆ อย่าง Apple Inc. เองก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ได้รับเงินสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า Venture Capital

ในด้านที่ 2 ของการหาเงินทุนคือการกู้ ซึ่งการกู้นั้น มีด้วยกันหลายช่องทางโดยสามารถแบ่งเป็น 3 ช่องทางใหญ่ ๆ คือ

1 กู้เงินจากบุคคล หรือ นิติบุคคลที่ไม่ใช้สถาบันการเงิน มีทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น การกู้เงินที่บ้านหรือเพื่อน หรือบุคคลที่รู้จัก มาลงทุน เมื่อตั้งตัวได้แล้ว ก็นำเงินไปคืนให้กับที่บ้าน หรือบุคคลเหล่านั้น สำหรับดอกเบี้ย ก็แล้วแต่กรณี ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นเท่าไหร่ บางคนอาจจะไปกู้บริษัทของที่บ้านมาลงทุนก็ได้ ขึ้นกับสถานะและช่องทางของแต่ละคน

2. กู้เงินจากสถาบันการเงิน คำว่าสถาบันการเงินในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแต่เพียงธนาคารเท่านั้น แต่หมายความรวมถึง โรงรับจำนำ สหกรณ์ หรือแม้แต่บริษัทประกันด้วย ในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน มีข้อดีที่มีกฎหมายคุ้มครอง มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน สามารถวางแผนจัดการได้โดยง่าย แม้แต่โรงรับจำนำนั้น ก็ยังมี พรบ.โรงรับจำนำควบคุมเอาไว้อยู่ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้กู้ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินก็ย่อมที่จะมีเงื่อนไขในการให้กู้อยู่ เช่น เงื่อนไขหลักประกัน เงื่อนไขการทำงานและรายได้ เงื่อนไขการชำระคืน เป็นต้น ทำให้เกิดเหตุการณ์ถูกปฏิเสธการให้เงินกู้อยู่เป็นประจำ ผู้ที่ต้องการกู้เงินจากช่องทางกลุ่มนี้ จำต้องทำการศึกษา และสร้างประวัติทางด้านเครดิต การทำงาน ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของและสถาบัน สำหรับบริษัทประกัน ก็สามารถเป็นแหล่งเงินกู้ได้ สำหรับคนที่มีประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ สามารถกู้เงินจากมูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ของตนเองได้ ตามที่ทางบริษัทประกันได้แจ้งไว้ตามตารางกรรมธรรม์

3. แหล่งเงินทุนตามนโยบายของรัฐ แหล่งเงินทุนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นตามนโยบาย ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลา เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน โครงการกองทุนตั้งตัว ซึ่งเงื่อนไขจะแตกต่างกันไปในการกู้ยืมแต่ละโครงการ ข้อดีคือ โครงการเหล่านี้มักจะเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้กับผู้ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งสถาบันการเงิน ทั่วไป หรือมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่สถาบันการเงินทั่วไปกำหนด

ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมของการหาแหล่งเงิน เพื่อการลงทุน บางคนสามารถให้เงินมากกว่า 1 แหล่ง หรือเรียกว่าใช้แบบผสมก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือ อย่าทำธุรกิจที่เกินตัว คำว่าเกินตัวนั้นมีด้วยกัน 2 ทาง คือ เกินกว่าความสามารถในการดูแลธุรกิจด้วยตัวเอง ทำให้เกิดช่องรั่วไหลของธุรกิจได้ง่าย การรั่วไหลนี้ รวมถึง ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การพลาดโอกาสทางการขายจากการที่ดูแลไม่ทั่วถึง และ ในความหมายที่ 2 คือ การลงทุนที่เกินกว่าขนาดตลาด หรือ ไม่มีตลาดรองรับที่มากพอกับธุรกิจที่ดำเนินอยู่ทั้งหมด

นายพากเพียร


วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 11 Season 2 ชื่อตอน การใช้บัตรเครดิต







บัตรเครดิต เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีสำหรับคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งบัตรเครดิตนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า ทำให้ไม่ต้องพกเงินเป็นจำนวนมาก ๆ หรือยิ่งในปัจจุบัน สามารถเป็นช่องทางการชำระเงินทางอินเตอร์เน็ตได้อีก หรือจะใช้เป็นช่องทางการหาส่วนลด การแลกของรางวัลจากการใช้จ่ายต่าง ๆ หรือบางคนใช้เป็นการแสดงฐานะของตนเอง เพราะบัตรจะมีระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ บัตรคลาสลิก บัตรทอง บัตรพลาทตินัม หรือ สูงกว่านั้น หรือเอาไว้ใช้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงบางคนเป็นช่องทางเงินสดฉุกเฉินในยามจำเป็นอีกด้วย

แต่ในทางกลับกันบัตรเครดิตหากใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง จะเป็นภาระหนี้เกินตัวและกลายเป็นปัญหาทางการเงินในที่สุด ดังนั้นการมีบัตรเครดิต จะต้องรู้จักการใช้ให้ดี หลักการพื้นฐานสิ่งแรกของการใช้บัตรเครดิตคือ การรู้จักกำลังของตนเอง คือต้องรู้ว่า รายได้ของตนเองในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ และ รายจ่ายที่จำเป็นต่อการยังชีพของตนเองและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเป็นเท่าไหร่ จะทำให้ผู้ใช้บัตรสามารถรู้ขีดความสามารถของตนเองว่า ในแต่ละเดือน จะเหลือเงินเพื่อการทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกเท่าไหร่ หลักการที่ 2 คือหลักการจดและจำ หมายถึง ต้องสามารถจด และจำ ค่าใช่จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ได้ เพื่อทำให้สามารถทราบถึงรายละเอียดที่แท้จริงของตนเองตลอดเวลา

จากหลักการใช้บัตรเครดิต 2 หลักการแล้ว การใช้บัตรเครดิต มีวิธีการที่แตกต่างกันไป ตามขนาดของภาระที่มีอยู่ วิธีการที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการที่จะช่วยรักษาประวัติทางการเงินไว้ได้ เทคนิคบัตรเครดิต  ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการใช้ตามจำนวนหนี้ที่มีอยู่

กรณีที่ 1 จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยผ่อนจ่าย ขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่ปลอดภัยที่สุดในการใช้บัตรเครดิต ซึ่งสิ่งที่ต้องทำเพื่อเป็นการป้องกันการหลงลืม และสามารถทราบสถานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลาคือ
  • จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่ ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
  • จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
  • จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
  • นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง จุดนี้ทำให้ทราบว่า จะมีเงินเหลือในการใช้จ่าย ออม หรือการลงทุนอีกเท่าใด
  • ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องทำทันทีหลังมีกิจกรรมทางการเงิน เช่น รูดบัตร หรือมีการจ่ายเงินสด เพื่อป้องกันการลืม ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาแอพพลิเคชั่น มาลงใน สมาต์ทโฟน หรือ แทปเล็ตได้อย่างง่ายดาย


กรณีที่ 2 เริ่มมีการแบ่งจ่าย แต่ยอดหนี้ ผ่อนชำระ แต่ยอดขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต รวมกับค่าใช้จ่ายจำเป็นเพื่อการยังชีพแล้ว มีเงินเหลือบางส่วน ลักษณะแบบนี้แสดงให้เห็นว่า เกิดการขาดสภาพคล่องชั่วคราว และภาระหนี้ยังสามารถจัดการได้ โดยการอาศัยความอดทนบ้าง วิธีการจัดการให้เริ่มต้นเหมือนกับที่ต้องจ่ายเต็มทุกบัตร คือ จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่ ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
  • จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
  • จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
  • นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง
  • ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ
  • พิจารณาว่ามีบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนขั้นต่ำกี่ใบแต่ละใบเหลือมูลหนี้เท่าไหร่ ขั้นต่ำเท่าไหร่
  • เริ่มทำการโปะ ใบที่เหลือมูลหนี้ให้น้อยที่สุดก่อน เพื่อให้ลดภาระยอดชำระขั้นต่ำให้เร็วที่สุด
  • เมื่อใบที่มีมูลหนี้เหลือน้อยที่สุดหมดลง ให้เริ่มโปะ ใบต่อไป โดยนำเงินที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนไปโปะ ซึ่งจะทำให้ตัดต้นได้เร็วที่สุด
  • อดทนต่อความอยากมีอยากได้ทั้งหมด และทำไปเรื่อย ๆ จนกว่ามูลหนี้จะหมด
  • มองไปในอนาคต ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินอีกหรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่ต้องใช้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้แบ่งเงินบางส่วนมาออมเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในความจำเป็นส่วนนั้น แต่ไม่ควรคิดว่า เดี๋ยวไปรูดบัตร หรือกดเงินสดออกมาใหม่ เพราะจะทำให้เกิดนิสัยความเคยชิน และไม่สามารถหักห้ามใจได้


กรณีที่ 3 จ่ายแต่ขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต และรายได้ยังไม่พอกับการจ่ายขั้นต่ำทุกใบ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยู่ในขั้นนี้ จะใช้วิธีวนบัตร คือ ชำระบัตรที่ 1 แล้ว ก็ถอนออกมาใหม่ เพื่อไปชำระบัตรที่ 2 ทำไปเรื่อย ๆ จนครบทุกบัตร วิธีการนี้ นอกจากจะเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากแล้ว ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อครั้งที่มีการถอนเงินสดด้วย ซึ่งบางครั้งค่าธรรมเนียมมีอัตราที่สูงมากต่อวงเงินที่ถอนนออกมา เช่น ถอนเงินสด 6,000 เสียค่าธรรมเนียม 300 บาท คิดเป็น 5% ของจำนวนเงิน ซึ่งคิดเป็นต่อครั้ง หนึ่งปี ถอน 12 ครั้ง คิดเป็น 60% ของจำนวนเงิน ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยหลายเท่า คนที่อยู่ในขั้นนี้ จึงต้องใช้ความอดทนและสติในการแก้ไขมากขึ้นไปอีก
  • เบื้องต้นต้องคำนวณให้ได้ก่อนว่า เงินสดที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อการยังชีพนั้นเป็นเท่าใด นั่นหมายถึงค่างวดที่จะสามารถจ่ายได้
  • เริ่มเจรจาเปลี่ยนแปลงผ่อนชำระ และระงับการใช้วงเงิน ถึงจุดหนี้แล้ว บัตรเครดิตส่วนใหญ่จะให้จ่ายแต่ดอกเบี้ยเท่านั้น และต้องไม่ลืมที่จะขอลดดอกเบี้ยด้วย เพราะดอกเบี้ยปกติจะไม่สามารถชำระได้อยู่แล้ววิธีการนี้จะต้องจำไว้ว่า เงินที่จ่ายไปแทบจะไม่ได้ลดเงินต้นเลย ซึ่งขั้นนี้ถือว่าเป็นการตั้งหลักหายใจ แต่การเจรจา ต้องพยายามให้เงินค่างวดทั้งหมดน้อยกว่า ความสามารถในการจ่ายต่อเดือน
  • ด้วยหลักการเดียวกัน เมื่อค่างวดขั้นต่ำน้อยกว่าความสามารถในการผ่อนชำระแล้ว จะต้องเริ่มทำการโปะ ให้เริ่มโปะ ในบัญชีที่มียอดหนี้น้อยที่สุดด้วยเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด เพื่อเป็นการลดต้นให้เร็วที่สุด
  • เมื่อสามารถปิดบัญชีได้ 1 บัญชีขึ้นไป จะเริ่มมีกำลังใจ และมีเงินเหลือในการโปะมากยิ่งขึ้น ให้อดทดในความอยากมีอยากได้ของตนเองให้มากที่สุด ละเลิก กับสินค้าฟุ่มเฟือยทุกชนิดเพื่อให้การปิดบัญชีให้เร็วที่สุด

นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 10 Season 2 ชื่อตอน ดอกเบี้ยเงินกู้





ดอกอะไรที่ไม่เคยเหี่ยวเฉา ใช่เลยดอกเบี้ยนั้นเอง ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก น้ำจะท่วม ดอกเบี้ยก็เบ่งบาน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจะยุบตัว หดตัวได้เนื่องจากเงินต้นลดที่ลง นั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเงินต้นเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยนั้น จะต้องทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเสียก่อน คำแรกคือคำว่าดอกเบี้ย หมายถึง จำนวนเงินที่เป็นการตอบแทนของการใช้เงินต้น เงินต้น หมายถึง จำนวนเงินที่ได้มีการกู้ยืม หรือ เงินที่ใช้เป็นการอ้างอิง อัตราดอกเบี้ย หมายถึง อัตราผลตอบแทนของการใช้เงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะนิยมกำหนด 1 ปี แต่อาจจะพบเป็นแบบรายเดือน หรือรายวันก็ได้ สุดท้าย วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นวิธีการคำนวณ มีด้วยกันอยู่หลายวิธี
สำหรับในทางเศรษฐศาสตร์ดอกเบี้ยหมายถึง ค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งซึ่งจัดได้ว่าเป็นค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตประเภททุน แต่สำหรับในด้านของการเงินแล้วดอกเบี้ยจะหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายชำระแก่ผู้ให้กู้ เนื่องจากได้นำเงิน หรือของมีค่าของผู้กู้ไปใช้ประโยชน์ โดยสัญญาว่าจะชำระคืนเต็มมูลค่าในวันที่กำหนดในอนาคต โดยทั่วไปดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละของ เงินต้น ซึ่งมักเรียกกันว่า“อัตราดอกเบี้ย”

วิธีการคิดหรือการคำนวณดอกเบี้ยนั้น สามารถแบ่งได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
1 การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่
2 การคิดดอกเบี้ยแบบหักต้น
3 การคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น
4 การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่หรือ flat rate เป็นวิธีการคิดโดยการใช้อัตราดอกเบี้ย คูณกับ เงินต้น ณ วันที่เริ่มการกู้และคูณด้วยระยะเวลา จะได้ผลลัพธ์เป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนำมาบวกกลับกับเงินต้น จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนงวด ซึ่งจะได้เป็นค่างวด ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยวิธีนี้ คือ คิดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถคิดได้เร็ว เข้าใจง่าย แต่ข้อเสียคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้กู้ ได้มีการจ่ายเงินต้นไปบางส่วนแล้ว แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยที่คำนวณเงินต้นเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณ จึงมักจะมีอัตราที่น้อยกว่าแบบอื่น ๆ

ดอกเบี้ยแบบหักต้น เป็นการหักดอกเบี้ยจากเงินต้น ณ วันแรกที่กู้เงิน เช่น เงินต้น 100 บาท ดอกเบี้ย 5 บาท ผู้กู้รับเงินจริง 95 บาท เมื่อครบกำหนด ต้องนำเงินมาคืน 100 บาท สิ่งที่เป็นข้อดี คือ การคิดถึงเงินที่ต้องนำมาคืนมักจะเป็นจำนวนเต็ม ไม่มีเศษ ง่ายต่อการจดจำ แต่ข้อเสียคือ ดอกเบี้ยจริง ๆ แล้ว จะต้องคิดจากเงิน ต้น 95บาทดอกเบี้ย 5 บาท จึงไม่ใช่ 5 % แต่เป็น 5/95 = 5.26% ดอกเบี้ยแบบนี้ อาจจะเห็นได้ในการให้สินเชื่อเพื่อการค้าระยะสั้น หรือ เงินกู้นอกระบบ

ดอกเบี้ยแบบทบต้น เป็นการนำดอกเบี้ยที่ถึงเวลาที่ผู้กู้ต้องจ่าย แล้วแต่ยังไม่มีการชำระนำกลับบวกเพิ่มกับเงินต้นที่ค้างชำระ เพื่อใช้ในการหาดอกเบี้ยใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่ไม่ได้มีการจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแบบนี้จะเห็นได้จากการคำนวณของวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ O/D ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายค่างวด หรือดอกเบี้ยให้ตรงต่อเวลา

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยตามความเป็นจริง วิธีการคำนวณอัตราดอกแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) มีวิธีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อนกว่าแบบอื่นๆ โดยมักจะใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก, สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อธุรกิจ, และบัตรเครดิตบางประเภท โดยวิธีการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้นั้นทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำยอดเงินต้นคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ยรายปี หาร ด้วย 365 วัน และคูณด้วยจำนวนวันนับจากวันที่มีการชำระค่างวดครั้งสุดท้าย ดังนั้นในงวดถัดไปเมื่อมีการผ่อนชำระเพื่อให้จำนวนเงินต้นคงเหลือลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย โดยสัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายกับเงินต้นคงเหลือจึงเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้ ดังนั้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยทุกงวดเท่ากับดอกเบี้ยที่แจ้งไว้ในครั้งแรก

การคิดอัตราดอกเบี้ยรายวันนั้นสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ดังนี้ 
1 ให้พิจารณาว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ออะไร ต่อปี หรือ ต่อเดือน ถ้าเป็นต่อปีจะหมายถึง 365 วัน หรือ ต่อเดือน หมายถึง 30 วัน
2 ให้นำอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ แล้วหารด้วยจำนวนวันต่อ เดือน หรือจำนวนวันต่อปี

เมื่อทำทั้ง 2 ขั้นตอนนี้แล้วจะได้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน แต่ให้ระวังเรื่องการปัดเศษ ซึ่งควรจะใช้ทศนิยมไม่น้อยว่า 5 ตำแหน่งเพื่อลดความบิดเบือนของอัตราดอกเบี้ย

การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น จะเป็นการคิดที่มีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่เป็นการคิดที่ยุติธรรม ตามเงินต้นที่ใช้ไปจริง ๆ ตามเวลาที่ได้ใช้ไปจริง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการใช้คำนวณดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

นายพากเพียร