วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 3 ดอกเบี้ยเท่ากันแต่ไม่เท่ากัน






ดอกเบี้ยเท่ากัน แต่ไม่เท่ากัน
                โดยปกติแล้วรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับผลิตภัณฑ์เงินฝากของสถาบันการเงินต่างๆ มีได้หลายรูปแบบ เช่น รับเมื่อครบงวดที่กำหนด (1 ปี 6 เดือน 3 เดือน) รับทุก ๆ 3 เดือน รับทุกเดือน หรือรับเมื่อฝาก ซึ่ง ดอกเบี้ยเงินฝาก นอกจากอัตราดอกเบี้ยแล้ว ระยะเวลาในการรับดอกเบี้ยก็จะมีผลทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับจริง ๆ มีความแตกต่างกันด้วย คือ ยิ่งได้รับดอกเบี้ยเร็วเท่าไหร่ ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้นตามไปด้วย สาเหตุที่ดอกเบี้ยที่ได้รับก่อนมีผลตอบแทนที่สูงกว่าเพราะ ผู้ฝากเงินสามารถนำเงินที่ได้จากดอกเบี้ย ไปหาประโยชน์ได้ก่อนที่เงินฝากจะครบกำหนด ดังตัวอย่างง่าย ๆ

                กรณีที่ 1 ฝากเงินจำนวนเงิน 1,000,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ถ้าเป็นการฝากแบบปกติ จะได้ดอกเบี้ยเท่ากับ 50,000 บาท ณ วันที่ครบกำหนด

                กรณีที่ 2 ฝากเงินจำนวน 1,000,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี รับดอกเบี้ยรายเดือน แสดงว่าในแต่ละเดือนจะได้รับดอกเบี้ย 4,166.67 บาท นำเงินที่ได้ไปฝากธนาคารต่อทุกเดือน ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ของเงิน 1,000,000 บาท จะได้อีกทั้งสิ้น 11 ครั้ง ครั้งแรก ฝาก 11 เดือน ครั้งที่ 2 ฝาก 10 เดือน ... ครั้งที่ 11 ฝาก 1 เดือน สำหรับครั้งที่ 12 จะได้คืนพร้อมเงินต้น ทำให้มีเงินพิเศษออกมาเป็น (4,166.67x5%)x11/12 +(4,166.67x5%)x10/12 +...+(4,166.67)x1/12 = 1,145.83 บาท แสดงว่า ดอกเบี้ยที่ได้รับทั้งหมดเป็น 51,145.83 บาท

                กรณีที่ 3 ฝากเงินจำนวน 1,000,000 บาท ระยะเวลา 1 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี รับดอกเบี้ยทันที หมายถึงว่า ณ วันที่ฝากเงินจะได้รับเงิน 50,000 บาททันที และ นำเงินที่ได้ทั้งหมดนี้ฝากอีก 1 ปี พร้อมดอกเบี้ย 5% เมื่อครบปี จะได้ดอกเบี้ยทั้งหมดเป็น 50,000 + 2,500 บาท = 52,500.00 บาท

                เนื่องจากการที่ผู้ฝากเงินได้รับดอกเบี้ยก่อน ผู้ฝากมีโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ของดอกเบี้ยได้ก่อน ดังนั้นแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เท่ากันแต่ระยะเวลาในการรับดอกเบี้ยไม่เท่ากัน ก็มีผลต่อการได้รับดอกเบี้ยที่แท้จริงต่างกันด้วย

นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 2 เก็บสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท







เก็บสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
                หลาย ๆ คนคงเคยมีปัญหากับการเลือกเปิดบัญชีเงินฝาก และสงสัยว่าบัญชีเงินฝากแต่ละประเภทมีลักษณะเป็นอย่างไรและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ก่อนอื่นต้องพูดถึงสิ่งที่เหมือนกันก่อนคือผลตอบแทน บัญชีเงินฝากทุกประเภทจะจ่ายผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตามที่ธนาคารจะกำหนด ซึ่งจะอยู่ในรูปของอัตราดอกเบี้ยต่อปี โดยวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจะใช้วิธีการคำนวณจากเงินคงเหลือเมื่อสิ้นวัน (ประมาณเที่ยงคืน) แล้วคูณด้วยอัตราดอกเบี้ย และจึงค่อยหารด้วย 365 โดยผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับดอกเบี้ย (จำนวนเงิน) ที่งอกเงยขึ้นในวันนั้น ธนาคารจะทำแบบนี้ทุกวันจนถึงวันครบกำหนดที่ต้องชำระดอกเบี้ยและจะรวบรวมจำนวนเงินที่คำนวณได้ทั้งหมดนี้ส่งมอบให้กับลูกค้าผู้ฝากเงินกับธนาคาร

                การแบ่งประเภทเงินฝาก จะสามารถแบ่งประเภทได้ 4 ประเภทใหญ่คือ เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ เงินฝากปลอดภาษี และ เงินฝากกระแสรายวัน

                เงินฝากออมทรัพย์ โดยปกติแล้วเงินฝากออมทรัพย์จะไม่มีเงื่อนไขในการฝากและถอน คือจะฝาก จะถอนเท่าไหร่ก็ได้ ยกเว้นการถอนด้วยบัตรเอทีเอ็มที่บางครั้งจะมีการกำหนดจำนวนเงินและจำนวนครั้งในการถอนผ่านบัตร สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ ถ้าดอกเบี้ยที่ได้รับต่อปีเป็นจำนวนเงินไม่เกิน 20,000 บาท จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าได้ดอกเบี้ยมากกว่า 20,000 บาท จะต้องเสียภาษี 15% เฉพาะส่วนที่เกินของดอกเบี้ยที่ได้รับ โดยบัญชีออมทรัพย์เหมาะสำหรับคนที่มีรายรับรายจ่ายเป็นประจำ และสามารถทำรายการถอนเงินด้วยตนเองได้

                เงินฝากประจำ โดยปกติแล้วจะเป็นเงินฝากที่เสนออัตราดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าผู้ฝากเงินสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แต่จะมีเงื่อนไขระยะเวลาระบุ เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน เมื่อฝากเงินถึงระยะเวลาที่กำหนด ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้ในอัตราที่แจ้งให้ลูกค้ารับทราบ ณ วันที่ได้ทำการฝากเงิน โดยลูกค้าผู้ฝากเงินจะต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับ 15% ซึ่งการคำนวณดอกเบี้ยจะแยกกันตามครั้งที่ลูกค้าได้มีการฝากเงิน จริงๆแล้วบัญชีเงินฝากประจำลูกค้าสามารถที่จะถอนเงินก่อนกำหนดได้ แต่จะไม่ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ได้ตกลงไว้กับธนาคารในตอนแรก สำหรับบัญชีเงินฝากประจำที่มีลักษณะของดอกเบี้ยที่ไม่เท่ากันตลอดระยะเวลา โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปแบบของการยิ่งฝากนานอัตราดอกเบี้ยก็จะยิ่งค่อยๆเพิ่มขึ้น ธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยโดยใช้หลักการเดิมคือ คำนวณจากยอดคงค้างเมื่อสิ้นวันทำการ คูณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกำหนดของวันนั้น ๆ และหารด้วย 365 โดยเงินฝากประจำเหมาะสำหรับผู้ที่มีเงิน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น 3 เดือน 6 เดือน

                เงินฝากปลอดภาษี จะเป็นเงินฝากที่มีลักษณะพิเศษ คือเป็นลักษณะของเงินฝากประจำที่มีเงื่อนไขระบุระยะเวลา แต่ลูกค้าจะต้องมีการส่งมอบเงินฝากให้แก่ธนาคารเป็นประจำทุกเดือน เดือนละเท่า ๆ กัน โดยยอดรวมจะต้องไม่เกินกว่า 600,000 บาทเมื่อครบกำหนด บัญชีเงินฝากปลอดภาษีจะสามารถทำได้เพียง 1 บัญชีต่อ 1 คนเท่านั้น ถ้าผู้เปิดบัญชีจดทะเบียนสมรสแล้ว คู่สมรสทั้ง 2 คนจะสามารถมีบัญชีรวมกันแล้วได้เพียง 1 บัญชีเท่านั้น และลูกค้าผู้เปิดบัญชีไม่สามารถเปิดบัญชีเงินฝากปลอดภาษีซ้อนกันในหลาย ๆ ธนาคารได้ ในกรณีที่ลูกค้ามีการผิดนัดส่งมอบเงินฝากตามที่ได้ตกลงไว้กับทางธนาคาร ลูกค้าจะสามารถผิดนัดส่งมอบได้เพียง 2 ครั้งในตลอดระยะเวลาการฝากทั้งหมด ถ้ามีการผิดนัดส่งมอบมากกว่านั้น ธนาคารจะทำการจ่ายดอกเบี้ยแบบผิดเงื่อนไขให้แก่ลูกค้าผู้ฝากเงินแทน ซึ่งอาจจะเท่ากับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ แต่ลูกค้าจะต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับ สำหรับบัญชีเงินฝากปลอดภาษีแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้สม่ำเสมอ และต้องการสร้างวินัยในการออม

                เงินฝากกระแสรายวัน เป็นบัญชีเงินฝากที่ไม่มีข้อจำกัดในการฝากถอน แต่ลูกค้าจะไม่ได้รับสมุดเงินฝาก ดังนั้นการถอนเงินจะสามารถทำได้ด้วยการจ่ายเป็นเช็ค บัญชีเงินฝากประเภทนี้อาจจะไม่มีดอกเบี้ยเงินฝากก็ได้ ขึ้นอยู่กับนโนบายของแต่ละธนาคาร แต่ถ้ามีการจ่ายดอกเบี้ย ลูกค้าผู้ฝากเงินจะต้องทำการเสียภาษีเงินได้ 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ บัญชีเงินฝากประเภทนี้ เหมาะสำหรับบุคคล หรือธุรกิจที่ต้องมีการถอนเงินเป็นประจำ โดยไม่ต้องการถอนเงินด้วยตัวเอง โดยจะสามารถใช้เช็คในการสั่งจ่ายเงินแทน

นายพากเพียร