บัตรเครดิต
เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีสำหรับคนไทยในปัจจุบัน
ซึ่งบัตรเครดิตนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า ทำให้ไม่ต้องพกเงินเป็นจำนวนมาก ๆ
หรือยิ่งในปัจจุบัน สามารถเป็นช่องทางการชำระเงินทางอินเตอร์เน็ตได้อีก
หรือจะใช้เป็นช่องทางการหาส่วนลด การแลกของรางวัลจากการใช้จ่ายต่าง ๆ
หรือบางคนใช้เป็นการแสดงฐานะของตนเอง เพราะบัตรจะมีระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่
บัตรคลาสลิก บัตรทอง บัตรพลาทตินัม หรือ สูงกว่านั้น หรือเอาไว้ใช้รับสิทธิประโยชน์ต่าง
ๆ มากมาย รวมไปถึงบางคนเป็นช่องทางเงินสดฉุกเฉินในยามจำเป็นอีกด้วย
แต่ในทางกลับกันบัตรเครดิตหากใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง
จะเป็นภาระหนี้เกินตัวและกลายเป็นปัญหาทางการเงินในที่สุด ดังนั้นการมีบัตรเครดิต
จะต้องรู้จักการใช้ให้ดี หลักการพื้นฐานสิ่งแรกของการใช้บัตรเครดิตคือ
การรู้จักกำลังของตนเอง คือต้องรู้ว่า รายได้ของตนเองในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ และ
รายจ่ายที่จำเป็นต่อการยังชีพของตนเองและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเป็นเท่าไหร่
จะทำให้ผู้ใช้บัตรสามารถรู้ขีดความสามารถของตนเองว่า ในแต่ละเดือน จะเหลือเงินเพื่อการทำกิจกรรมอื่น
ๆ อีกเท่าไหร่ หลักการที่ 2 คือหลักการจดและจำ หมายถึง ต้องสามารถจด และจำ
ค่าใช่จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ได้
เพื่อทำให้สามารถทราบถึงรายละเอียดที่แท้จริงของตนเองตลอดเวลา
จากหลักการใช้บัตรเครดิต
2 หลักการแล้ว การใช้บัตรเครดิต มีวิธีการที่แตกต่างกันไป ตามขนาดของภาระที่มีอยู่
วิธีการที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการที่จะช่วยรักษาประวัติทางการเงินไว้ได้
เทคนิคบัตรเครดิต ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการใช้ตามจำนวนหนี้ที่มีอยู่
กรณีที่
1 จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยผ่อนจ่าย ขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่ปลอดภัยที่สุดในการใช้บัตรเครดิต
ซึ่งสิ่งที่ต้องทำเพื่อเป็นการป้องกันการหลงลืม
และสามารถทราบสถานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลาคือ
- จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่ ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
- จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
- จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
- นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง จุดนี้ทำให้ทราบว่า จะมีเงินเหลือในการใช้จ่าย ออม หรือการลงทุนอีกเท่าใด
- ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องทำทันทีหลังมีกิจกรรมทางการเงิน เช่น รูดบัตร หรือมีการจ่ายเงินสด เพื่อป้องกันการลืม ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาแอพพลิเคชั่น มาลงใน สมาต์ทโฟน หรือ แทปเล็ตได้อย่างง่ายดาย
กรณีที่ 2 เริ่มมีการแบ่งจ่าย แต่ยอดหนี้ ผ่อนชำระ
แต่ยอดขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต รวมกับค่าใช้จ่ายจำเป็นเพื่อการยังชีพแล้ว
มีเงินเหลือบางส่วน ลักษณะแบบนี้แสดงให้เห็นว่า เกิดการขาดสภาพคล่องชั่วคราว
และภาระหนี้ยังสามารถจัดการได้ โดยการอาศัยความอดทนบ้าง
วิธีการจัดการให้เริ่มต้นเหมือนกับที่ต้องจ่ายเต็มทุกบัตร คือ
จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่
ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
- จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
- จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
- นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง
- ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ
- พิจารณาว่ามีบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนขั้นต่ำกี่ใบแต่ละใบเหลือมูลหนี้เท่าไหร่ ขั้นต่ำเท่าไหร่
- เริ่มทำการโปะ ใบที่เหลือมูลหนี้ให้น้อยที่สุดก่อน เพื่อให้ลดภาระยอดชำระขั้นต่ำให้เร็วที่สุด
- เมื่อใบที่มีมูลหนี้เหลือน้อยที่สุดหมดลง ให้เริ่มโปะ ใบต่อไป โดยนำเงินที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนไปโปะ ซึ่งจะทำให้ตัดต้นได้เร็วที่สุด
- อดทนต่อความอยากมีอยากได้ทั้งหมด และทำไปเรื่อย ๆ จนกว่ามูลหนี้จะหมด
- มองไปในอนาคต ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินอีกหรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่ต้องใช้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้แบ่งเงินบางส่วนมาออมเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในความจำเป็นส่วนนั้น แต่ไม่ควรคิดว่า เดี๋ยวไปรูดบัตร หรือกดเงินสดออกมาใหม่ เพราะจะทำให้เกิดนิสัยความเคยชิน และไม่สามารถหักห้ามใจได้
กรณีที่ 3
จ่ายแต่ขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต
และรายได้ยังไม่พอกับการจ่ายขั้นต่ำทุกใบ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยู่ในขั้นนี้
จะใช้วิธีวนบัตร คือ ชำระบัตรที่ 1 แล้ว ก็ถอนออกมาใหม่ เพื่อไปชำระบัตรที่ 2
ทำไปเรื่อย ๆ จนครบทุกบัตร วิธีการนี้ นอกจากจะเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากแล้ว
ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อครั้งที่มีการถอนเงินสดด้วย
ซึ่งบางครั้งค่าธรรมเนียมมีอัตราที่สูงมากต่อวงเงินที่ถอนนออกมา เช่น ถอนเงินสด
6,000 เสียค่าธรรมเนียม 300 บาท คิดเป็น 5% ของจำนวนเงิน
ซึ่งคิดเป็นต่อครั้ง หนึ่งปี ถอน 12 ครั้ง คิดเป็น 60%
ของจำนวนเงิน ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยหลายเท่า คนที่อยู่ในขั้นนี้
จึงต้องใช้ความอดทนและสติในการแก้ไขมากขึ้นไปอีก
- เบื้องต้นต้องคำนวณให้ได้ก่อนว่า เงินสดที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อการยังชีพนั้นเป็นเท่าใด นั่นหมายถึงค่างวดที่จะสามารถจ่ายได้
- เริ่มเจรจาเปลี่ยนแปลงผ่อนชำระ และระงับการใช้วงเงิน ถึงจุดหนี้แล้ว บัตรเครดิตส่วนใหญ่จะให้จ่ายแต่ดอกเบี้ยเท่านั้น และต้องไม่ลืมที่จะขอลดดอกเบี้ยด้วย เพราะดอกเบี้ยปกติจะไม่สามารถชำระได้อยู่แล้ววิธีการนี้จะต้องจำไว้ว่า เงินที่จ่ายไปแทบจะไม่ได้ลดเงินต้นเลย ซึ่งขั้นนี้ถือว่าเป็นการตั้งหลักหายใจ แต่การเจรจา ต้องพยายามให้เงินค่างวดทั้งหมดน้อยกว่า ความสามารถในการจ่ายต่อเดือน
- ด้วยหลักการเดียวกัน เมื่อค่างวดขั้นต่ำน้อยกว่าความสามารถในการผ่อนชำระแล้ว จะต้องเริ่มทำการโปะ ให้เริ่มโปะ ในบัญชีที่มียอดหนี้น้อยที่สุดด้วยเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด เพื่อเป็นการลดต้นให้เร็วที่สุด
- เมื่อสามารถปิดบัญชีได้ 1 บัญชีขึ้นไป จะเริ่มมีกำลังใจ และมีเงินเหลือในการโปะมากยิ่งขึ้น ให้อดทดในความอยากมีอยากได้ของตนเองให้มากที่สุด ละเลิก กับสินค้าฟุ่มเฟือยทุกชนิดเพื่อให้การปิดบัญชีให้เร็วที่สุด
นายพากเพียร








