วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 11 Season 2 ชื่อตอน การใช้บัตรเครดิต







บัตรเครดิต เป็นสิ่งที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีสำหรับคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งบัตรเครดิตนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า ทำให้ไม่ต้องพกเงินเป็นจำนวนมาก ๆ หรือยิ่งในปัจจุบัน สามารถเป็นช่องทางการชำระเงินทางอินเตอร์เน็ตได้อีก หรือจะใช้เป็นช่องทางการหาส่วนลด การแลกของรางวัลจากการใช้จ่ายต่าง ๆ หรือบางคนใช้เป็นการแสดงฐานะของตนเอง เพราะบัตรจะมีระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ บัตรคลาสลิก บัตรทอง บัตรพลาทตินัม หรือ สูงกว่านั้น หรือเอาไว้ใช้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย รวมไปถึงบางคนเป็นช่องทางเงินสดฉุกเฉินในยามจำเป็นอีกด้วย

แต่ในทางกลับกันบัตรเครดิตหากใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง จะเป็นภาระหนี้เกินตัวและกลายเป็นปัญหาทางการเงินในที่สุด ดังนั้นการมีบัตรเครดิต จะต้องรู้จักการใช้ให้ดี หลักการพื้นฐานสิ่งแรกของการใช้บัตรเครดิตคือ การรู้จักกำลังของตนเอง คือต้องรู้ว่า รายได้ของตนเองในแต่ละเดือนเป็นเท่าไหร่ และ รายจ่ายที่จำเป็นต่อการยังชีพของตนเองและครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบเป็นเท่าไหร่ จะทำให้ผู้ใช้บัตรสามารถรู้ขีดความสามารถของตนเองว่า ในแต่ละเดือน จะเหลือเงินเพื่อการทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกเท่าไหร่ หลักการที่ 2 คือหลักการจดและจำ หมายถึง ต้องสามารถจด และจำ ค่าใช่จ่ายต่าง ๆ ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้ได้ เพื่อทำให้สามารถทราบถึงรายละเอียดที่แท้จริงของตนเองตลอดเวลา

จากหลักการใช้บัตรเครดิต 2 หลักการแล้ว การใช้บัตรเครดิต มีวิธีการที่แตกต่างกันไป ตามขนาดของภาระที่มีอยู่ วิธีการที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการที่จะช่วยรักษาประวัติทางการเงินไว้ได้ เทคนิคบัตรเครดิต  ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการใช้ตามจำนวนหนี้ที่มีอยู่

กรณีที่ 1 จ่ายเต็มตลอด ไม่เคยผ่อนจ่าย ขั้นนี้ถือว่าเป็นขั้นที่ปลอดภัยที่สุดในการใช้บัตรเครดิต ซึ่งสิ่งที่ต้องทำเพื่อเป็นการป้องกันการหลงลืม และสามารถทราบสถานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลาคือ
  • จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่ ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
  • จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
  • จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
  • นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง จุดนี้ทำให้ทราบว่า จะมีเงินเหลือในการใช้จ่าย ออม หรือการลงทุนอีกเท่าใด
  • ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้องทำทันทีหลังมีกิจกรรมทางการเงิน เช่น รูดบัตร หรือมีการจ่ายเงินสด เพื่อป้องกันการลืม ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาแอพพลิเคชั่น มาลงใน สมาต์ทโฟน หรือ แทปเล็ตได้อย่างง่ายดาย


กรณีที่ 2 เริ่มมีการแบ่งจ่าย แต่ยอดหนี้ ผ่อนชำระ แต่ยอดขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต รวมกับค่าใช้จ่ายจำเป็นเพื่อการยังชีพแล้ว มีเงินเหลือบางส่วน ลักษณะแบบนี้แสดงให้เห็นว่า เกิดการขาดสภาพคล่องชั่วคราว และภาระหนี้ยังสามารถจัดการได้ โดยการอาศัยความอดทนบ้าง วิธีการจัดการให้เริ่มต้นเหมือนกับที่ต้องจ่ายเต็มทุกบัตร คือ จัดทำบัญชีการใช้บัตรเครดิตของตนเองทุกใบ โดยจดว่า เป็นบัตรใบไหน ยอดเท่าไหร่ ตัดรอบวันไหน และชำระแล้วหรือยัง
  • จัดทำบัญชีเงินสดของตนเอง เพื่อให้ทราบว่า เงินสดของตนเองที่ยังใช้ได้จริง ๆ มีอยู่เท่าไหร่
  • จัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายจำเป็น ที่ยังไม่ได้จ่าย
  • นำบัญชีเงินสดของตนเอง ลบด้วยจำนวนเงินของบัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระ และค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ยังไม่ได้จ่าย จะเหลือเงินสดสุทธิ ที่แท้จริง
  • ทำการปรับปรุงรายการบัญชีสม่ำเสมอ
  • พิจารณาว่ามีบัตรเครดิตที่ต้องผ่อนขั้นต่ำกี่ใบแต่ละใบเหลือมูลหนี้เท่าไหร่ ขั้นต่ำเท่าไหร่
  • เริ่มทำการโปะ ใบที่เหลือมูลหนี้ให้น้อยที่สุดก่อน เพื่อให้ลดภาระยอดชำระขั้นต่ำให้เร็วที่สุด
  • เมื่อใบที่มีมูลหนี้เหลือน้อยที่สุดหมดลง ให้เริ่มโปะ ใบต่อไป โดยนำเงินที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนไปโปะ ซึ่งจะทำให้ตัดต้นได้เร็วที่สุด
  • อดทนต่อความอยากมีอยากได้ทั้งหมด และทำไปเรื่อย ๆ จนกว่ามูลหนี้จะหมด
  • มองไปในอนาคต ว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินอีกหรือไม่ ถ้ามีสิ่งที่ต้องใช้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้แบ่งเงินบางส่วนมาออมเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในความจำเป็นส่วนนั้น แต่ไม่ควรคิดว่า เดี๋ยวไปรูดบัตร หรือกดเงินสดออกมาใหม่ เพราะจะทำให้เกิดนิสัยความเคยชิน และไม่สามารถหักห้ามใจได้


กรณีที่ 3 จ่ายแต่ขั้นต่ำของทุกบัตรเครดิต และรายได้ยังไม่พอกับการจ่ายขั้นต่ำทุกใบ ส่วนใหญ่แล้ว คนที่อยู่ในขั้นนี้ จะใช้วิธีวนบัตร คือ ชำระบัตรที่ 1 แล้ว ก็ถอนออกมาใหม่ เพื่อไปชำระบัตรที่ 2 ทำไปเรื่อย ๆ จนครบทุกบัตร วิธีการนี้ นอกจากจะเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากแล้ว ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อครั้งที่มีการถอนเงินสดด้วย ซึ่งบางครั้งค่าธรรมเนียมมีอัตราที่สูงมากต่อวงเงินที่ถอนนออกมา เช่น ถอนเงินสด 6,000 เสียค่าธรรมเนียม 300 บาท คิดเป็น 5% ของจำนวนเงิน ซึ่งคิดเป็นต่อครั้ง หนึ่งปี ถอน 12 ครั้ง คิดเป็น 60% ของจำนวนเงิน ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยหลายเท่า คนที่อยู่ในขั้นนี้ จึงต้องใช้ความอดทนและสติในการแก้ไขมากขึ้นไปอีก
  • เบื้องต้นต้องคำนวณให้ได้ก่อนว่า เงินสดที่เหลือจากการใช้จ่ายเพื่อการยังชีพนั้นเป็นเท่าใด นั่นหมายถึงค่างวดที่จะสามารถจ่ายได้
  • เริ่มเจรจาเปลี่ยนแปลงผ่อนชำระ และระงับการใช้วงเงิน ถึงจุดหนี้แล้ว บัตรเครดิตส่วนใหญ่จะให้จ่ายแต่ดอกเบี้ยเท่านั้น และต้องไม่ลืมที่จะขอลดดอกเบี้ยด้วย เพราะดอกเบี้ยปกติจะไม่สามารถชำระได้อยู่แล้ววิธีการนี้จะต้องจำไว้ว่า เงินที่จ่ายไปแทบจะไม่ได้ลดเงินต้นเลย ซึ่งขั้นนี้ถือว่าเป็นการตั้งหลักหายใจ แต่การเจรจา ต้องพยายามให้เงินค่างวดทั้งหมดน้อยกว่า ความสามารถในการจ่ายต่อเดือน
  • ด้วยหลักการเดียวกัน เมื่อค่างวดขั้นต่ำน้อยกว่าความสามารถในการผ่อนชำระแล้ว จะต้องเริ่มทำการโปะ ให้เริ่มโปะ ในบัญชีที่มียอดหนี้น้อยที่สุดด้วยเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด เพื่อเป็นการลดต้นให้เร็วที่สุด
  • เมื่อสามารถปิดบัญชีได้ 1 บัญชีขึ้นไป จะเริ่มมีกำลังใจ และมีเงินเหลือในการโปะมากยิ่งขึ้น ให้อดทดในความอยากมีอยากได้ของตนเองให้มากที่สุด ละเลิก กับสินค้าฟุ่มเฟือยทุกชนิดเพื่อให้การปิดบัญชีให้เร็วที่สุด

นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

ตอนที่ 10 Season 2 ชื่อตอน ดอกเบี้ยเงินกู้





ดอกอะไรที่ไม่เคยเหี่ยวเฉา ใช่เลยดอกเบี้ยนั้นเอง ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก น้ำจะท่วม ดอกเบี้ยก็เบ่งบาน แต่อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยจะยุบตัว หดตัวได้เนื่องจากเงินต้นลดที่ลง นั้นหมายความว่า ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเงินต้นเปลี่ยนแปลง

ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องดอกเบี้ยนั้น จะต้องทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเสียก่อน คำแรกคือคำว่าดอกเบี้ย หมายถึง จำนวนเงินที่เป็นการตอบแทนของการใช้เงินต้น เงินต้น หมายถึง จำนวนเงินที่ได้มีการกู้ยืม หรือ เงินที่ใช้เป็นการอ้างอิง อัตราดอกเบี้ย หมายถึง อัตราผลตอบแทนของการใช้เงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปจะนิยมกำหนด 1 ปี แต่อาจจะพบเป็นแบบรายเดือน หรือรายวันก็ได้ สุดท้าย วิธีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นวิธีการคำนวณ มีด้วยกันอยู่หลายวิธี
สำหรับในทางเศรษฐศาสตร์ดอกเบี้ยหมายถึง ค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตชนิดหนึ่งซึ่งจัดได้ว่าเป็นค่าตอบแทนปัจจัยการผลิตประเภททุน แต่สำหรับในด้านของการเงินแล้วดอกเบี้ยจะหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้กู้ต้องจ่ายชำระแก่ผู้ให้กู้ เนื่องจากได้นำเงิน หรือของมีค่าของผู้กู้ไปใช้ประโยชน์ โดยสัญญาว่าจะชำระคืนเต็มมูลค่าในวันที่กำหนดในอนาคต โดยทั่วไปดอกเบี้ยคิดเป็นร้อยละของ เงินต้น ซึ่งมักเรียกกันว่า“อัตราดอกเบี้ย”

วิธีการคิดหรือการคำนวณดอกเบี้ยนั้น สามารถแบ่งได้เป็นรูปแบบต่าง ๆ ได้ดังนี้
1 การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่
2 การคิดดอกเบี้ยแบบหักต้น
3 การคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น
4 การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

การคิดดอกเบี้ยแบบคงที่หรือ flat rate เป็นวิธีการคิดโดยการใช้อัตราดอกเบี้ย คูณกับ เงินต้น ณ วันที่เริ่มการกู้และคูณด้วยระยะเวลา จะได้ผลลัพธ์เป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนำมาบวกกลับกับเงินต้น จากนั้นจึงหารด้วยจำนวนงวด ซึ่งจะได้เป็นค่างวด ข้อดีของการคิดดอกเบี้ยวิธีนี้ คือ คิดได้ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถคิดได้เร็ว เข้าใจง่าย แต่ข้อเสียคือ เมื่อเวลาผ่านไป ผู้กู้ ได้มีการจ่ายเงินต้นไปบางส่วนแล้ว แต่ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยที่คำนวณเงินต้นเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้กับสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยที่ใช้คำนวณ จึงมักจะมีอัตราที่น้อยกว่าแบบอื่น ๆ

ดอกเบี้ยแบบหักต้น เป็นการหักดอกเบี้ยจากเงินต้น ณ วันแรกที่กู้เงิน เช่น เงินต้น 100 บาท ดอกเบี้ย 5 บาท ผู้กู้รับเงินจริง 95 บาท เมื่อครบกำหนด ต้องนำเงินมาคืน 100 บาท สิ่งที่เป็นข้อดี คือ การคิดถึงเงินที่ต้องนำมาคืนมักจะเป็นจำนวนเต็ม ไม่มีเศษ ง่ายต่อการจดจำ แต่ข้อเสียคือ ดอกเบี้ยจริง ๆ แล้ว จะต้องคิดจากเงิน ต้น 95บาทดอกเบี้ย 5 บาท จึงไม่ใช่ 5 % แต่เป็น 5/95 = 5.26% ดอกเบี้ยแบบนี้ อาจจะเห็นได้ในการให้สินเชื่อเพื่อการค้าระยะสั้น หรือ เงินกู้นอกระบบ

ดอกเบี้ยแบบทบต้น เป็นการนำดอกเบี้ยที่ถึงเวลาที่ผู้กู้ต้องจ่าย แล้วแต่ยังไม่มีการชำระนำกลับบวกเพิ่มกับเงินต้นที่ค้างชำระ เพื่อใช้ในการหาดอกเบี้ยใหม่ในครั้งต่อไป ซึ่งจะทำให้เงินต้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่ไม่ได้มีการจ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยแบบนี้จะเห็นได้จากการคำนวณของวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ O/D ซึ่งจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายค่างวด หรือดอกเบี้ยให้ตรงต่อเวลา

ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยตามความเป็นจริง วิธีการคำนวณอัตราดอกแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) มีวิธีการคำนวณค่อนข้างซับซ้อนกว่าแบบอื่นๆ โดยมักจะใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเงินฝาก, สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อธุรกิจ, และบัตรเครดิตบางประเภท โดยวิธีการคิดดอกเบี้ยประเภทนี้นั้นทางธนาคารหรือสถาบันการเงินจะนำยอดเงินต้นคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ยรายปี หาร ด้วย 365 วัน และคูณด้วยจำนวนวันนับจากวันที่มีการชำระค่างวดครั้งสุดท้าย ดังนั้นในงวดถัดไปเมื่อมีการผ่อนชำระเพื่อให้จำนวนเงินต้นคงเหลือลดลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย โดยสัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายกับเงินต้นคงเหลือจึงเท่ากันตลอดระยะเวลาการกู้ ดังนั้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายเฉลี่ยทุกงวดเท่ากับดอกเบี้ยที่แจ้งไว้ในครั้งแรก

การคิดอัตราดอกเบี้ยรายวันนั้นสามารถแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ดังนี้ 
1 ให้พิจารณาว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ออะไร ต่อปี หรือ ต่อเดือน ถ้าเป็นต่อปีจะหมายถึง 365 วัน หรือ ต่อเดือน หมายถึง 30 วัน
2 ให้นำอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงไว้ แล้วหารด้วยจำนวนวันต่อ เดือน หรือจำนวนวันต่อปี

เมื่อทำทั้ง 2 ขั้นตอนนี้แล้วจะได้เป็นอัตราดอกเบี้ยต่อวัน แต่ให้ระวังเรื่องการปัดเศษ ซึ่งควรจะใช้ทศนิยมไม่น้อยว่า 5 ตำแหน่งเพื่อลดความบิดเบือนของอัตราดอกเบี้ย

การคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกนั้น จะเป็นการคิดที่มีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่เป็นการคิดที่ยุติธรรม ตามเงินต้นที่ใช้ไปจริง ๆ ตามเวลาที่ได้ใช้ไปจริง ๆ โดยทั่วไปแล้วจะเป็นการใช้คำนวณดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน

นายพากเพียร