วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 6 Season 2 ชื่อตอน วิธีการเลือกซื้อรถ






แนวคิดการซื้อรถ
                เมื่อคนเราตัดสินใจว่าซื้อรถสักคัน ควรจะมีขั้นตอนในการตัดสินใจอยู่หลายขั้นตอน เพื่อให้ได้รถที่เหมาะสมกับตัวเองให้มากที่สุด ขั้นตอนเหล่านี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
                ขั้นที่ 1 พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้รถ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก และวัตถุประสงค์รองของการใช้รถอยู่ การพิจารณาวัตถุประสงค์หลัก จะทำให้ได้ประเภทของรถ ระหว่าง กระบะ รถเก๋ง รถ SUV เป็นต้น หากต้องการใช้รถเพื่อการค้า ส่งของหรือจะต้องมีการบรรทุกของอยู่เป็นประจำ ก็ควรจะเป็นรถกระบะ แต่ถ้าต้องการใช้เพื่อขับไปกับระหว่างบ้านกับที่ทำงาน ต้องการนั่งสบาย ๆ ก็ให้พิจารณาทำรถเก๋ง ถ้าต้องการรถเพื่อการบรรทุกผู้โดยสารหลายคน ให้พิจารณาที่รถตู้ เป็นต้น สำหรับวัตถุประสงค์รอง เป็นเป็นการแบ่งรุ่นของรถ เช่น เมื่อต้องการรถกระบะเป็นวัตถุประสงค์หลัก แต่ต้องการใช้เป็นรถเพื่อครอบครัวด้วย อาจจะต้องพิจารณาเป็นรถกระบะ 4 ประตู หรือ ถ้าวัตถุประสงค์หลัก คือต้องการรถเพื่อขับไปทำงาน วัตถุประสงค์รองต้องการรถประหยัดน้ำมัน หาที่จอดง่าย ให้พิจารณาที่รถขนาดเล็ก เช่น Eco-Car หรือ City Car เป็นต้น การพิจารณาในขั้นนี้ จะได้เป็นกลุ่มรถที่ต้องการ
                ขั้นที่ 2 พิจารณาเรื่องงบประมาณ หรือกำลังซื้อ เพื่อเป็นการคัดกรองกลุ่มรถจากขั้นตอนเลือกรถตามวัตถุประสงค์การใช้รถ ให้เหลือเฉพาะกลุ่มที่สามารถซื้อได้ตามกำลังจริง ๆ ในขั้นตอนนี้อาจจะพิจาณาเพิ่มเติมระหว่างรถเก่า และรถใหม่ได้ด้วย เพราะราคารถเก่าในรุ่น และแบบเดียวกัน มักจะมีราคาต่ำกว่าซื้อรถใหม่ หรือ ด้วยงบประมาณที่เท่ากัน อาจจะสามารถซื้อรถที่มีคุณสมบัติสูงกว่าก็ได้ ในการพิจารณาเรื่องงบประมาณนั้น ในขั้นตอนนี้จะรวมถึงการพิจารณาในการกู้ หรือ ซื้อเงินสดด้วย เนื่องจากรถแต่ละรุ่ แต่ละแบบ จะมีการวางเงินดาวน์ หรือ ดอกเบี้ยในการผ่อนชำระไม่เท่ากัน จะต้องสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายและสถานบันการเงินให้ครบถ้วนเสียก่อน
                ขั้นตอนที่ 3 การพิจารณาตามวิถีชีวิต และความชอบ ในขั้นตอนนี้ จะหมายถึงรูปแบบการใช้รถ เช่น ความชอบเรื่องรถเก่า หรือ รถใหม่ เพราะบางคนไม่ไว้ใจรถเก่า หรือต้องการความมั่นใจในคุณภาพของรถ จึงซื้อแต่รถใหม่ แต่บางคนกลับชอบรถเก่าเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และสามารถจัดการเรื่องการซ่อมได้ ซึ่งจุดเด่นของการซื้อรถมือสองคือเรื่องราคา
                ความตั้งใจในการใช้รถ บางคนตั้งใจจะใช้รถยาว ๆ ซื้อแล้วไม่ขาย และต้องการรถที่มีเทคโนโลยีสูง สามารถพิจารณาในรถบางยี่ห้อที่เน้นเรื่องของเทคโนโลยีได้ แต่ชอบเปลี่ยนรถบ่อย ๆ ทุก ๆ 3-5 ปี ควรจะดูที่รถที่ตลาดนิยมหรือเรียกว่า ยี่ห้อตลาด รถกลุ่มนี้ซื้อขายมือสองจะไม่ตกมาก
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของยี่ห้อรถ ซึ่งมีความชอบที่แตกต่างกัน เช่น ยี่ห้อรถยุโรป กับ ยี่รถญี่ปุ่น นอกจากนั้นแล้ว ยังรวมถึงการพิจารณาชุดแต่งต่าง ๆ ด้วย เพราะในรถรุ่นเดียวกัน จะมีลูกเล่นที่ชุดแต่งที่แตกต่างกัน เช่น มีชุดเครื่องเสียง ล้อมแมกซ์ สปอยเล่อร์ เบาะหนัง และการตกแต่งภายใน เป้นต้น ขั้นตอนนี้มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาค่อนข้างเยอะซึ่งจะต้องพิจาณาให้ละเอียดรอบคอบ
ขั้นตอนที่ 4 ความชอบส่วนตัวของผู้ที่ตัดสินใจ หรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ๆ ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการตัดสินใจหลายประการ เช่น ความชอบ และความเชื่อส่วนตัวของผู้ซื้อหรือคนในครอบครัว บางคนจะมีเรื่องของความเชื่อการกับโชคลางเข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อด้วย หรือ พนักงานขายรถ อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อได้เช่นกัน
ขั้นตอนที่ 5 การพิจารณาโดยรวม เมื่อการพิจารณาผ่านทั้ง 4 ขั้นตอนแล้ว ให้มาพิจารณาถึงความสอดคล้องกันในแต่ละขั้นตอน ถ้ามีความขัดแย้งกันในแต่ละขั้นตอน ต้องมีให้น้ำหนักความสำคัญของแต่ละขั้นว่าในขั้นตอนไหนมีความสำคัญต่อการตัดสินใจมากกว่ากัน เช่น ถ้าเรื่องงบประมาณมีความสำคัญสูงสุด ทำให้ไม่สามารถได้รุ่นที่ต้องการได้ ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรุ่นตามกำลังซื้อของตนเอง ทั้งนี้ การซื้อรถสักคัน จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุข เนื่องรถเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสุข ถ้าเราซื้อรถได้ถูกใจ เมื่อใช้มีความสุข ทั้งสุขใจที่ได้รถถูกใจ สุขกายที่ได้รถไม่ติดปัญหาจุกจิก และสุขกระเป๋า ที่สามารถซื้อตามกำลังของตนเอง 


วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตอนที่ 5 Season 2 ชื่อตอน อาวุธทางการเงิน












อาวุธทางการเงินสำหรับธุรกิจ

                การทำธุรกิจที่ต้องใช้สินเชื่อนั้น จำเป็นจะต้องรู้จักสินเชื่อแต่ละประเภท ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้กู้ และ ป้องความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข โดยลักษณะของสินเชื่อที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
1.   สินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan, Time Loan, Fixed Loan) สินเชื่อประเภทนี้ ธนาคารจะทำการอนุมัติให้เป็นวงเงินก้อนเพียงครั้งเดียว ซึ่งผู้กู้อาจจะขอทำการเบิกใช้หลายครั้งได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ธนาคารได้ทำการอนุมัติไว้ในตอนแรก การผ่อนชำระจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน อายุมากกว่า 1 ปี ส่วนมากจะกำหนดเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส จะมีการกำหนดค่างวดเท่า ๆ กัน คล้ายกับการผ่อนบ้าน วัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะให้ไว้เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุนทำธุรกิจ ส่วนใหญ่ในกรณีที่ต้องการขอวงเงินเกินกว่าที่ธนาคารได้เคยอนุมัติไว้ ผู้กู้จำเป็นต้องทำการปิดบัญชีวงเงินเดิมและทำเรื่องขอกู้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง
2.   สินเชื่อตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note, หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า ตั๋ว P/N) เป็นสินเชื่อระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี อาจจะเป็น ระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้ การชำระคืนโดยส่วนมาก จะให้ชำระคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบกำหนด หรือ จ่ายแต่ดอกเบี้ยทุกเดือน แล้วจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยงวดสุดท้ายเมื่อครบกำหนดก็ได้ วัตถุประสงค์ของตั๋ว P/N จะมีไว้เพื่เสริมสภาพคล่องหรือเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ ผู้กู้อาจจะสามารถขอใช้สินเชื่อประเภทนี้ในการซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าไม่สูงมากนัก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของธุรกิจ
3.   สินเชื่อวงเงินเบิกเกินบัญชี (Over Draft :O/D) เป็นสินเชื่อหมุนเวียนเผื่อเรียก จะใช้เมื่อไหร่ก็ได้ โดยการถอนเงินผ่านบัญชีกระแสรายวันด้วยเช็ค หรือบัตร ATM เมื่อมีการใช้วงเงิน สถานะของบัญชีก็จะขึ้นเป็นติดลบทันที ในกรณีที่มีการจ่ายเงินเข้ามาในบัญชี ก็จะทำให้มีสถานะการติดลบลดน้อยลงหรือหมดไป สำหรับดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทนี้นั้นจะคิดจากจำนวนเงินที่ติดลบในแต่ละวัน และทำการเรียกเก็บเมื่อถึงสิ้นเดือน หากเรียกเก็บแล้ว แต่ผู้กู้ยังไม่ทำการชำระเข้ามาในบัญชี ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มเป็นเงินต้น เพื่อใช้ร่วมสำหรับการคิดดอกเบี้ยงวดในงวดต่อไป
4.   สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) เป็นสินเชื่อระยะสั้นให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการแต่ยังไม่สามารถเก็บเงินจากลูกค้าของตนเองได้ในทันที ซึ่งในกรณีนี้สิ่งที่ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการสามารถถือเป็นหลักประกันสินเชื่อได้คือใบวางบิล โดยสินเชื่อประเภทนี้ธนาคารยินดียอมเป็นผู้จ่ายเงินค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ประกอบการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาชำระค่าสินค้าและบริการ และธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิ์ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการอีกทอดหนึ่งเมื่อถึงวันกำหนดชำระค่าสินเชื่อและบริการ โดยใช้ใบวางบิลเป็นหลักฐานในการแสดงสิทธิ์ขอเรียกเก็บเงิน สำหรับสินเชื่อแบบ Factoring นั้นส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยจากเงินที่จ่ายไปก่อนล่วงหน้าแก่ผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการ
5.   สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) และ ลิสซิ่ง (Leasing) การเช่าซื้อและการทำลิสซึ่ง เป็นสินเชื่อที่ทำให้เราได้สินค้า เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักร เป็นต้น มาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อขยายธุรกิจ โดยที่ผู้เช่าซื้อยังไม่ได้เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น และไม่ต้องจ่ายเป็นก้อนในคราวเดียวแต่ค่อย ๆ จ่ายตามกำลังเงินที่มี แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องการหาหลักทรัพย์ค้ำประกันเพราะทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะมีสภาพเป็นหลักประกันในตัวเอง ซึ่งวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการเช่าสินค้ามาใช้นั่นเอง สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire Purchase) มีลักษณะคล้ายกับการซื้อสินค้าเงินผ่อน แต่ต่างกันตรงที่ว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระค่าสินค้านั้นครบกล่าวคือ จะมีการทำสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างผู้เช่าซื้อและผู้ให้เช่าซื้อ ว่าจะมีการชำระค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด โดยระหว่างนั้นผู้เช่าซื้อสามารถนำสินค้าหรือทรัพย์สินนั้น มาใช้งานได้ก่อนแต่กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ จนกว่าจะจ่ายเงินครบตามสัญญาจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นมาเป็นของผู้เช่าโดยอัตโนมัติ เช่น การเช่าซื้อรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ เป็นต้น ส่วนสินเชื่อลีสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล้ายกับสัญญาเช่าซื้อ คือ จะต้องชำระเงินค่าเช่าเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเช่า ต่างกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้ขอใช้สินเชื่อสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อ, ต่อสัญญาเช่า, หรือว่าส่งคืนทรัพย์ให้กับผู้ให้เช่า ส่วนมากคนที่จะทำสัญญาสินเชื่อลักษณะนี้ มักจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต้องการเช่าทรัพย์สินที่มีราคาแพงหรือเช่าสินทรัพย์ในปริมาณมาก เช่น เครื่องจักร รถยนต์ หรืออาจเป็นการเช่าสินค้าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์สำนักงาน เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น (ขอขอบคุณข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย)
6.   Bank Guarantee หรือ Bond/Guarantee โดยปกติเราจะเรียกกันอย่างย่อว่า B/G คือเอกสารหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารเพื่อค้ำประกันว่า หากลูกค้าของธนาคารไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้รับหนังสือค้ำประกันเป็นการชดเชย เช่น การค้ำประกันการยื่นซองประกวดราคา การค้ำประกันการปฏิบัติงานตามสัญญา การค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า การค้ำประกันเงินกู้ และการค้ำประกันต่อกรมศุลกากร เป็นต้น

หนังสือค้ำประกัน กำหนดเป็น 5 ประเภท ดังนี้
·       หนังสือค้ำประกันยื่นซองประกวดราคา (TEDER GUARATEE หรือ BID BOND) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในการปฏิบัติตามเงื่อนไขการยื่นซองประกวดราคา
·       หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา (PERFORMANCE BOND) เป็นการค้ำลูกค้าในการปฏิบัติตามสัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญากู้ยืมเงิน สัญญารับเหมาก่อสร้าง สัญญารับจ้างงาน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น
·       หนังสือค้ำประกันการขอรับเงินล่วงหน้า (ADVANCE PAYMENT GUAREANTEE) เป็นการค้ำประกันลูกค้าในกรณีที่ลูกค้าได้รับเงินค่าจ้าง หรือค่าขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาของลูกค้า
·       หนังสือค้ำประกันผลงาน (RETENTION MONEY BOND) เป็นการค้ำประกันคุณภาพความชำรุดบกพร่องของงาน และ/หรือ สินค้าที่ได้ส่งมอบตามสัญญา
·       หนังสือค้ำประกันประเภทอื่น (LETTER OF GUARANTEE – OTHERS) เป็นการค้ำประกัน นอกจาก 1 - 4
7.    การอาวัล (Aval) เป็นการค้ำประกันการจ่ายเงินตามตั๋วเงิน เมื่อมีการออกตั๋วเงินลงวันที่ชำระหนี้ล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค โดยการที่ธนาคารลงนามอาวัลบนตั๋วเงิน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการค้ำประกันผู้ออกตั๋วเงินในการจ่ายเงินตามเขื่อนไขที่กำหนดในตั๋วเงินนั้นๆ เพื่อให้สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเพื่อชำระหนี้ โดยปกติแล้วในกรณีที่เจ้าหนี้ไม่แน่ใจในความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ผู้ออกตั๋ว ลูกหนี้หรือผู้สั่งจ่ายตามตั๋วเงินจึงจำเป็นต้องหาบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือมาลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงิน เพื่อเป็นการค้ำประกันตั๋วเงิน
สินเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น เป็นสินเชื่อที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วจะมีสินเชื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้จะขึ้นกับประเภทของธุรกิจด้วย เช่น การขายลดเช็ค หรือตราสารเพื่อการค้าอย่างเช่น Trade Finance การรับรองตั๋ว (Acceptance) เป็นต้น การเลือกใช้สินเชื่อประเภทไหน ขึ้นอยู่กับ หลังทรัพย์ค้ำประกัน การใช้ไปของเงิน วัตถุประสงค์การใช้เงิน และเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


คุณพากเพียร