วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 8 Season 2 ชื่อตอน ทองจริง ทองปลอม








ทองจริง “ล้ำค่า” ทองปลอม “ลวงข้าฯ”
ทองคำ โลหะสูงค่า และอมตะ โลหะที่สามารถดำรงคุณค่าของตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าใด หรือจะเป็นสถานการณ์ใด ๆ ทองคำไม่เคยด้อยค่าในตัวเอง เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษของทองคำ ด้วยจุดเด่นสำคัญของทองคำคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา ไม่เป็นสนิมได้ง่าย หรือแทบจะไม่เป็นสนิมเลย มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดในโลก คือ
1.ความงดงามมันวาว (Luster) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์ (Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ประโยชน์จากทองคำ
                ทองคำนอกจากจะคุณสมบัติที่โดดเด่นทางด้านความสวยงาม คงทนแล้ว ทองคำยังมีประโยชน์ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโลหะสีเหลืองชนิดนี้เพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์จากทองคำได้ดังนี้
1.               ใช้เป็นเครื่องประดับ ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือน รองรับอัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู่เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2.               ใช้เป็นเครื่องมือทางความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลดได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า
3.               ใช้ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำถูกนำมาใช้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรานซิสเตอร์ การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำ ใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสุญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อสารการบินพาณิชย์ การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ใช้งานหนัก หรือสปริงเลื่อนในลูกบิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ  ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ตัว และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4.               ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับดาวเทียม ชุดอวกาศ และยานอวกาศ แม้แต่ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย
5.               ใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองใช้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษาโรคภัย ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวมแล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลางทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน
การกำหนดมาตรฐานและหน่วยวัดทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ โดยการคิดเนื้อทองเป็นหน่วย กะรัตทองคำบริสุทธิ์ หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นมีค่าเท่ากับ 24 กะรัต นั่นหมายความว่า ทอง 1 กะรัต จะมีเปอร์เซ็นต์ทองเท่ากับ 4.1666 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา
สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 23.16K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้นคงทนต่อการสึกหรอ โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกิ้ล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน
การวัดน้ำหนักทอง จะมีหน่วยได้หลายหน่วยขึ้นกับประเทศและภูมิภานั้น ๆ
·        กรัม (Grams) จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล หรือนานาชาติก็ได้
·        ทรอยออนซ์ (Troy Ounces) และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 31.1034807 กรัม
·        ตำลึง,เทล (Taels) ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน 1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
·        โทลา (Tolas) จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง 1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
·        บาท (Baht) ใช้ในประเทศไทยซึ่งมีหน่วยวัดระหว่างทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่แตกต่างกัน ทองคำรูปพรรณ 1 บาท มีน้ำหนัก 15.16 กรัม และทองคำแท่ง 1 บาท มีน้ำหนัก 15.244 กรัม
(ขอขอบคุณข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ)
การพิสูจน์ทองจริงทองปลอม
                เนื่องจากทองคำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก จึงทำให้มีผู้ที่พยายามแสวงหาประโยชน์อันไม่สุจริตจากการปลอมแปลงทองคำอยู่เป็นประจำ ดังนั้น การจะซื้อทองคำสักครั้ง โดยเฉพาะการซื้อจากบุคคลทั่วไป ย่อมที่จะเกิดโอกาสถูกหลอกได้โดยง่าย หลักการในการดูทองจริง หรือ ทองปลอมเบื้องต้น มีหลักการดังนี้ (แต่ต้องอาศัยความชำนาญในระดับหนึ่ง)
                1. สังเกตดูที่ยี่ห้อภาษาจีนหรือโลโก้ ซึ่งในแต่ละร้านจะมีการตอกตรายี่ห้อที่ไม่เหมือนกัน โดยใช้เป็นอักษรภาษาจีน แต่ถ้าอ่านภาษาจีนไม่ออกก็ให้ดูว่าการตอกโค๊ดของยี่ห้อชัดเจนหรือไม่ บางครั้งตอกแบบมั่วๆซ้ำไปซ้ำมาจนอ่านไม่รู้เรื่อง ก็ให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าเป็นทองปลอม แต่ปัจจุบันนี้มิจฉาชีพ สามารถปลอดได้ค่อนข้างเหมือนมาก หรือทำการโจรกรรมตัวตอกโค๊ดเลยก็มี หรือ บางคนก็ตัดข้อของยี่ห้อแท้มาใส่กับของปลอมเลยก็มี
2. สังเกตบริเวณที่ทองต้องเสียดสีกับสิ่งอื่นๆบ่อยๆ ยกตัวอย่างแหวนให้ดูบริเวณใต้ท้องแหวน เพราะเวลาใส่มันจะต้องกระทบกับสิ่งที่เราหยิบจับ ซึ่งถ้าหากมันชุบมาก็จะเห็นรอยถลอกให้เห็น ถ้าข้างในเป็นสีเงินๆหรือทองแดง แสดงว่าเป็นการชุบทองคำโดยมีโลหะอื่นอยู่ด้านใน
3. ใช้แม่เหล็กทดสอบ ถ้าเป็นทองแท้จะไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เลยกับแม่เหล็ก แต่ถ้าเวลาทดสอบอยู่ปรากฏว่าแม่เหล็กดูดติด แสดงว่ามีไส้เหล็กอยู่ด้านใน แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับโลหะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เหล็กได้
4. วัดน้ำหนักทองด้วยการโยนทองให้ตกกระทบบนมือเรา คือวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแต่สามารถระบุการเป็นทองจริงทองปลอมได้อย่างแม่นยำ เพราะถ้าทองจริงจะมีน้ำหนักมาก หรือมีความถ่วงมากกว่าโลหะชนิดอื่น ถ้าเป็นทองปลอมมันจะเบาๆ
5. ให้ดูที่ขนาดของทองคือ แต่ต้องทำการฝึกฝนซึ่งต้องรู้ก่อนว่าทอง 1 บาท มีขนาดประมาณเท่าไหร่ในแต่ละลาย ทอง ถ้าขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดที่ควรจะเป็น มีแนวโน้มที่จะเป็นทองปลอมได้ เนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่มีความถ่วงจำเพาะเกือบจะหนักที่สุดที่มีในโลกนี้ คือ ในการเปรียบความหนาแน่นของโลหะชนิดต่าง ๆ ในหน่วย kg/m3 : ทองคำ 19300, ตะกั่ว 11340, ทองแดง 8960 และเงิน 10500
7. ใช้แท่นหินและกรดไนตริกตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้น้ำกรดตรวจสอบเพราะทองจริงจะไม่ละลายในน้ำกรด แต่ถ้าเป็นโลหะอื่น ว่าถ้าเป็นโลหะอื่นๆเช่น ทองแดง เงิน เมื่อถูกกรดไนตริกจะละลายหายไปทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://siamgoldsilver.com
                แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทองปลอด มักจะเกิดจากการที่มิจฉาชีพ นำทองมาขายให้กับร้านทอง หรือ เกิดจากการซื้อขายทองระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่จะไม่เกิดจากการซื้อทองจากร้านทอง เนื่องจาก ร้านทองเมื่อรับซื้อทองเก่าไปแล้ว จะนำทองที่ได้ไปเข้าสู่การหลอม และขึ้นรูปใหม่เท่านั้น จึงไม่มีทองที่มิจฉาชีพนำมาขาย แล้วนำหมุนเวียนในตลาดต่อทันที


นายพากเพียร

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอนที่ 7 Season 2 ชื่อตอน เช่าบ้านหรือซื้อบ้าน













ติดตามต่อไป วันที่ 25 พฤศจิกายน 2555



จะเช่าบ้านหรือจะซื้อบ้านดี
                เมื่อต้องการคิดถึงการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยใหม่ สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในเรื่องแรก ๆ คือจะซื้อหรือจะเช่า เพื่อใช้อยู่อาศัยจริง ๆ เรื่องนี้อาจจะเป็นปัญหาใหญ่ของบางคน ซึ่งในหลาย ๆ คนคิดว่า ยังไงซื้อบ้านจะต้องดีกว่าอยู่แล้ว เพราะได้ทรัพย์สินเป้นของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีประเด็นในการพิจารณาหลายประเด็นเพื่อดูตามความเหมาะสมดังนี้
1. ระยะเวลาที่จะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้น การเช่า จะมีความคล่องตัวในการย้ายที่อยู่มากกว่าการซื้อ สามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่มีภาระผูกพันในระยะยาว แต่การซื้อ ถ้ายังต้องผ่อนชำระอยู่ การเปลี่ยนแปลงที่อยู่จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเว้นเสียแต่ว่าสามารถขายบ้านหลังนั้นได้สำเร็จก่อนการย้ายที่อยู่
2. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน การเช่าจะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า การผ่อนชำระในบ้านขนาดเท่ากัน และทำเลเดียวกัน หรือด้วยเงินจำนวนเท่ากันสามารถจะอาศัยในบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า และทำเลดีกว่าได้ ทั้งนี้ ถ้าค่าเช่าบ้านเท่ากับการผ่อนชำระ จะไม่มีแรงจูงให้ให้เกิดการเช่า จะหันมาซื้อบ้านกันหมด
3. ความต้องการเป็นอิสระ การซื้อจะมีข้อดีตรงที่ มีอิสระมากกว่าบ้านเช่า ตั้งแต่เรื่องการเลือกแบบบ้าน การเลือกทำเล การต่อเติม เนื่องจากบ้านหลังยี้เป็นทรัพย์สินของผู้ซื้อ ผู้ซื้อจะสามารถทำอะรก็ได้ภายใต้ที่กฏหมายกำหนด แต่สำหรับบ้านเช่า การที่จะไปต่อเติม หรือตกแต่งอะไรบางอย่าง จะต้องได้รับอนุญาติจากทางเจ้าของบ้านเสียก่อน เว้นแต่ในสัญญาเช่ากำหนดให้สามารถทำได้ตามที่ต้องการ
4. เพื่อนบ้าน ในการซื้อบ้าน จะมีสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้ยากกว่าเช่าบ้าน ดังนั้น ถ้ามีเพื่อนบ้านที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนรำคาญจะย้ายหนี้ได้ค่อนข้างลำบาก จะต้องทนอยู่จนกว่าจะหาบ้านใหม่และขายบ้านเก่าได้เรียบร้อย โดยเฉพาะคนที่มีฐานะปานกลาง ต้องอาศัยการผ่อนบ้านเป็นหลัก และไม่สามารถซื้อบ้าน 2 หลังได้ในเวลาเดียวกัน แต่การเช่าบ้าน จะมีโอกาสเลือกได้มากกว่า
5. ความต้องการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน การซื้อบ้าน จะมีสิทธืเป็นเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะบ้านพร้อมที่ดิน จะมีแต่มูลค่าที่สูงขึ้นในระยะยาว เนื่องจากที่ดินมีปริมาณอุปทานอย่างจำกัด ไม่สามารถหาเพิ่มได้ และไม่มีการเสื่อมมูลค่า ทำให้ราคาที่ดินจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในบางที่อาจจะเพิ่มสูงเร็วกว่าค่าเสื่อมราคาของอาคารสิ่งปลูกสร้างได้ด้วย เรียกว่า ได้อยู่อาศัยและยังมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นด้วย แต่สำหรับการเช่า กรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์จะยังคงเป็นของเจ้าของเดิม ไม่ได้โอนมายังผู้เช่า ซึ่งจะทำให้เมื่อเวลาผ่านไป ก็ยังคงไม่มีทรัพยืสินในระยะยาวอยู่ดี เว้นเสียแต่ว่า มีการเก้บเงินส่วนต่างระหว่างค่าเช่าและการผ่อนไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
6.  เงินตั้งต้นในการดำเนินการ ในการซื้อบ้าน จะต้องใช้เงินก้อนในการดำเนินการเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่อง เช่น ค่าโอน ค่ามัดจำ ค่าเงินเดาวน์ ค่าประกันมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ ค่าตกแต่ง (ยกเว้นโครงการหมู่บ้านจัดสรรจ่ายให้) สำหรับบ้านเช่า จะมีค่าใช้จ่ายแค่ค่ามัดจำ เท่านั้น ซึ่งจะใช้เงินก้อนที่น้อยวกว่าซื้อเป้นอย่างมาก
7.  ภาระการซ่อมแซม ในการเช่าบ้าน ผู้ให้เช่าจะต้องรับภาระการซ่อมแซมบ้านทั้งหมด ซึ่งผู้เช่า โดยปกติไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่การซื้อบ้านจะต้องมีการเตรียมเงินเพื่อการซ่อมแซมปรับปรุงบ้าน ในปกติแล้ว การซ่อมแซมครั้งใหญ่สำหรับบ้านที่อายุเกิน 10 ปีขึ้นไป จะเกิดทุก 5 ปี แต่ใน 10 ปี แรก ก็จะต้องมีการซ่อมอยู่เป็นระยะ ปัญหาส่วนใหญ่ของบ้านคือการเสื่อมสภาพของท่อน้ำประปา และการทรุดตัวของบ้าน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพที่เป็นพื้นดินอ่อน
ทั้ง 7 ข้อข้างต้น เป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาในการตัดสินใจ แต่สุดท้าย ต้องอยู่บนความสุข กำลังของตนเอง

สำหรับวิธีการกำหนดราคาค่าเช่านั้น สามารถหาได้ 2 วิธี ซึ่งทั้ง 2 วิธีนี้จะได้ผลที่ใกล้เคียงกัน วิธีแรก คือการหาราคาตลาด หมายความว่า ค่าเช่าทรัพย์สินที่อยู่ใกล้ ๆ ในบริเวณนั้น ที่มีขนาดเท่ากันหรือใกล้เคียง (มากที่สุด) เปรียบเทียบสัก 2-3 แห่ง จะได้เป็นค่าเช่าที่เหมาะสม สำหรับวิธีที่ 2 คือการคิดด้วยหลักค่าเสียโอกาส

ก่อนอื่นต้องอธิบายค่าเสียโอกาสก่อน ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง มูลค่า (Value) ของทางเลือก ที่ดีที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหลายที่ต้องสละไป หรือ แปลเป็นภาษาง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ลงทุนในกิจกรรมปัจจุบัน (ให้เช่าบ้าน) แล้วเอาเงินไปทำอย่างอื่น (ขายบ้านทิ้งแล้วเอาเงินไปฝากธนาคาร) จะได้เงินเท่าไหร่ โดยทั่วไปจะอ้างอิงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล (ตอนนี้ประมาณ 3%)

การคิดค่าเช่าโดยใช้แนวคิดค่าเสียโอกาส คือการนำค่าเสียโอกาสรายเดือน บวกด้วย ค่าเสื่อมของบ้านและการตกแต่ง (ไม่รวมที่ดิน เพราะที่ดินไม่มีค่าเสื่อม) จะได้เป็นค่าเช่า ซึ่งจะได้ค่าเช่าประมาณ 70% ของการผ่อนชำระ 30 ปี คิดดอกเบี้ยที่ 8% และค่าเสียโอกาส 3% แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับการต่อรองของผู้เช่าและผู้ให้เช่าด้วย จึงจะได้ราคาสุทธิของการเช่าในแต่ละเดือน


นายพากเพียร