ทองจริง
“ล้ำค่า” ทองปลอม “ลวงข้าฯ”
ทองคำ โลหะสูงค่า และอมตะ โลหะที่สามารถดำรงคุณค่าของตัวเองได้ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าใด หรือจะเป็นสถานการณ์ใด ๆ ทองคำไม่เคยด้อยค่าในตัวเอง
เนื่องจากคุณลักษณะพิเศษของทองคำ ด้วยจุดเด่นสำคัญของทองคำคือ ทองคำมีสีเหลืองสว่างสดใส
และมีความสุกปลั่ง (Brightness) มีประกายมันวาวสะดุดตา ไม่เป็นสนิมได้ง่าย
หรือแทบจะไม่เป็นสนิมเลย มีความแข็งเหนียว เนื้อแน่น ไม่สกปรก ไม่หมอง ไม่เป็นคราบไคลง่ายเหมือนวัตถุชนิดอื่นๆ
เนื่องจากทองคำเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่นและเป็นที่ต้องการเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดในโลก
คือ
1.ความงดงามมันวาว (Luster) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ
ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่น ๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
2.ความคงทน (Durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน
แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม
3.ความหายาก (Rarity) ทองคำเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์
ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตรจึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง
เป็นสาเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
4.การนำกลับไปใช้ประโยชน์ (Reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับ
เพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่ม สามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยการทำให้บริสุทธิ์
(Purified) ด้วยการหลอมได้อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ประโยชน์จากทองคำ
ทองคำนอกจากจะคุณสมบัติที่โดดเด่นทางด้านความสวยงาม
คงทนแล้ว ทองคำยังมีประโยชน์ในหลาย ๆ อุตสาหกรรม
ยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโลหะสีเหลืองชนิดนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
ซึ่งสามารถสรุปประโยชน์จากทองคำได้ดังนี้
1.
ใช้เป็นเครื่องประดับ
ทองคำได้ครอบครองความเป็นหนึ่งในฐานะโลหะที่ใช้ทำเป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จากอดีตถึงปัจจุบันเครื่องประดับอัญมณีทองคำได้มีส่วนทำเป็นฐานเรือน
รองรับอัญมณีมาโดยตลอด จากรูปแบบขั้นพื้นฐานของงานทองที่ง่ายที่สุด ไปสู่เทคนิคการทำทองด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง
2.
ใช้เป็นเครื่องมือทางความมั่นคงทางเศรษฐกิจการคลัง
ทองคำมีประโยชน์ในฐานะเป็นโลหะสื่อกลางแห่งการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทองคำถูกสำรองไว้เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ
เพราะทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ผิดกับเงินตราสกุลต่างๆ อาจเพิ่มหรือลดได้ ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรของตลาดการค้า
3.
ใช้ทองคำในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ทองคำถูกนำมาใช้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น สวิตซ์โทรศัพท์ที่ใช้เป็นแผงตัด
เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินได้สะดวก การใช้ลวดทองคำขนาดจิ๋วเชื่อมต่อวัสดุกึ่งตัวนำและทรานซิสเตอร์
การใช้ลวดทังสเตนและโมลิบดีนัมเคลือบทองคำ ใช้ในอุตสาหกรรมหลอดสุญญากาศ การเคลือบผิวเสาอากาศด้วยทองคำเพื่อการสื่อสารระยะไกล
การใช้ตาข่ายทองคำเพื่อป้องกันการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในระบบการสื่อสารการบินพาณิชย์
การใช้อลูมิเนี่ยมเคลือบทองในเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรดได้อย่างดีเลิศ
การใช้โลหะทองคำเจือเงิน และนิกเกิลประกบผิวทองเหลืองสำหรับใช้ในปลั๊ก ปุ่มสวิตซ์ใช้งานหนัก
หรือสปริงเลื่อนในลูกบิดเลือกเปลี่ยนช่องทีวี แผงวงจรต่างๆ ก็มีทองคำเป็นตัวนำไฟฟ้าเพื่อให้ทำงานได้ตลอดอายุงานเนื่องจากทองคำอยู่ตัว
และไม่เกิดฟิล์มออกไซด์ที่ผิว
4.
ใช้ประโยชน์ในการคมนาคมและการสื่อสารโทรคมนาคม
ทองคำมีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ดี ทองคำจึงถูกนำมาใช้กับดาวเทียม ชุดอวกาศ
และยานอวกาศ แม้แต่ชิ้นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ก็มีทองคำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย
5.
ใช้ประโยชน์ในวงการแพทย์และทันตกรรม
คนโบราณเชื่อว่าเมื่อนำทองคำผสมกับยา จะเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีชีวิตยืนยาว ปัจจุบันการแพทย์สมัยใหม่ก็มีการทดลองใช้ทองคำเพื่อการบำบัดรักษาโรคภัย
ทองคำถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคมะเร็งในรายหนัก ๆ แพทย์จะฉีดสารละลายของทองคำกัมมันตรังสี
แต่ปริมาณทองที่ใช้ในการแพทย์รวมแล้วยังเล็กน้อยและไม่มีความสำคัญอะไร ซ้ำราคายังแพงอีกต่างหาก
การใช้ทองคำในการแผ่รังสี การสอดทองใส่ในกล้ามเนื้อเพื่อให้มีกำลังต่อสู้กับความเจ็บป่วย
การใช้ทองคำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการแยกวิเคราะห์ปอดและตับ ในด้านทันตกรรม ทองคำถูกนำมาใช้โดยวิธีการบ่มแข็งทองคำ
ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย และมีจุดหลอมตัวปานกลางทองคำจึงเหมาะสมในการถูกนำมาใช้ในการอุดฟัน ครอบฟัน ทำฟันปลอม การจัดฟันและการดัดฟัน
การกำหนดมาตรฐานและหน่วยวัดทองคำ
การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ
โดยการคิดเนื้อทองเป็นหน่วย “กะรัต” ทองคำบริสุทธิ์
หมายถึง ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้นมีค่าเท่ากับ
24 กะรัต นั่นหมายความว่า ทอง 1 กะรัต
จะมีเปอร์เซ็นต์ทองเท่ากับ 4.1666 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า
“ทองเค” ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง
24 กะรัต หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา
สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่
96.5 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 23.16K ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี
และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์
99.99 เปอร์เซ็นต์มีความอ่อนตัวมาก จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้
จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้นคงทนต่อการสึกหรอ
โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกิ้ล และสังกะสี ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน
กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง
หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง
96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน
การวัดน้ำหนักทอง
จะมีหน่วยได้หลายหน่วยขึ้นกับประเทศและภูมิภานั้น ๆ
·
กรัม (Grams) จะใช้กันเป็นส่วนใหญ่ จะถือได้ว่าเป็นสากล
หรือนานาชาติก็ได้
·
ทรอยออนซ์ (Troy Ounces) และเป็นหน่วยน้ำหนักที่ใช้ในการกำหนดราคาซื้อขายกันในตลาดโลก
ส่วนใหญ่จะใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย 1 ทรอยออนซ์ เท่ากับ 31.1034807 กรัม
·
ตำลึง,เทล (Taels) ส่วนใหญ่ใช้กันในประเทศที่ใช้ภาษาจีน
เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน จีน 1 ตำลึง เท่ากับ 37.429 กรัม
·
โทลา (Tolas) จะใช้กันในอินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ และประเทศในตะวันออกกลาง 1 โทลา เท่ากับ 11.6638 กรัม
·
บาท (Baht) ใช้ในประเทศไทยซึ่งมีหน่วยวัดระหว่างทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่แตกต่างกัน
ทองคำรูปพรรณ 1 บาท มีน้ำหนัก 15.16 กรัม และทองคำแท่ง 1 บาท มีน้ำหนัก 15.244
กรัม
(ขอขอบคุณข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ)
การพิสูจน์ทองจริงทองปลอม
เนื่องจากทองคำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
จึงทำให้มีผู้ที่พยายามแสวงหาประโยชน์อันไม่สุจริตจากการปลอมแปลงทองคำอยู่เป็นประจำ
ดังนั้น การจะซื้อทองคำสักครั้ง โดยเฉพาะการซื้อจากบุคคลทั่วไป
ย่อมที่จะเกิดโอกาสถูกหลอกได้โดยง่าย หลักการในการดูทองจริง หรือ ทองปลอมเบื้องต้น
มีหลักการดังนี้ (แต่ต้องอาศัยความชำนาญในระดับหนึ่ง)
1.
สังเกตดูที่ยี่ห้อภาษาจีนหรือโลโก้
ซึ่งในแต่ละร้านจะมีการตอกตรายี่ห้อที่ไม่เหมือนกัน โดยใช้เป็นอักษรภาษาจีน แต่ถ้าอ่านภาษาจีนไม่ออกก็ให้ดูว่าการตอกโค๊ดของยี่ห้อชัดเจนหรือไม่
บางครั้งตอกแบบมั่วๆซ้ำไปซ้ำมาจนอ่านไม่รู้เรื่อง
ก็ให้สงสัยเอาไว้ก่อนว่าเป็นทองปลอม แต่ปัจจุบันนี้มิจฉาชีพ
สามารถปลอดได้ค่อนข้างเหมือนมาก หรือทำการโจรกรรมตัวตอกโค๊ดเลยก็มี หรือ บางคนก็ตัดข้อของยี่ห้อแท้มาใส่กับของปลอมเลยก็มี
2. สังเกตบริเวณที่ทองต้องเสียดสีกับสิ่งอื่นๆบ่อยๆ
ยกตัวอย่างแหวนให้ดูบริเวณใต้ท้องแหวน เพราะเวลาใส่มันจะต้องกระทบกับสิ่งที่เราหยิบจับ
ซึ่งถ้าหากมันชุบมาก็จะเห็นรอยถลอกให้เห็น ถ้าข้างในเป็นสีเงินๆหรือทองแดง แสดงว่าเป็นการชุบทองคำโดยมีโลหะอื่นอยู่ด้านใน
3. ใช้แม่เหล็กทดสอบ
ถ้าเป็นทองแท้จะไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ เลยกับแม่เหล็ก
แต่ถ้าเวลาทดสอบอยู่ปรากฏว่าแม่เหล็กดูดติด แสดงว่ามีไส้เหล็กอยู่ด้านใน แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับโลหะอื่น
ๆ ที่ไม่ใช่เหล็กได้
4. วัดน้ำหนักทองด้วยการโยนทองให้ตกกระทบบนมือเรา
คือวิธีนี้เป็นวิธีที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญแต่สามารถระบุการเป็นทองจริงทองปลอมได้อย่างแม่นยำ
เพราะถ้าทองจริงจะมีน้ำหนักมาก หรือมีความถ่วงมากกว่าโลหะชนิดอื่น ถ้าเป็นทองปลอมมันจะเบาๆ
5. ให้ดูที่ขนาดของทองคือ แต่ต้องทำการฝึกฝนซึ่งต้องรู้ก่อนว่าทอง 1 บาท มีขนาดประมาณเท่าไหร่ในแต่ละลาย ทอง ถ้าขนาดใหญ่เกินกว่าขนาดที่ควรจะเป็น
มีแนวโน้มที่จะเป็นทองปลอมได้
เนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่มีความถ่วงจำเพาะเกือบจะหนักที่สุดที่มีในโลกนี้ คือ
ในการเปรียบความหนาแน่นของโลหะชนิดต่าง ๆ ในหน่วย kg/m3 : ทองคำ
19300, ตะกั่ว 11340, ทองแดง 8960 และเงิน 10500
7. ใช้แท่นหินและกรดไนตริกตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้น้ำกรดตรวจสอบเพราะทองจริงจะไม่ละลายในน้ำกรด
แต่ถ้าเป็นโลหะอื่น ว่าถ้าเป็นโลหะอื่นๆเช่น ทองแดง เงิน เมื่อถูกกรดไนตริกจะละลายหายไปทันที
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://siamgoldsilver.com
แต่อย่างไรก็ตาม
ปัญหาเรื่องทองปลอด มักจะเกิดจากการที่มิจฉาชีพ นำทองมาขายให้กับร้านทอง หรือ
เกิดจากการซื้อขายทองระหว่างบุคคลเท่านั้น แต่จะไม่เกิดจากการซื้อทองจากร้านทอง
เนื่องจาก ร้านทองเมื่อรับซื้อทองเก่าไปแล้ว จะนำทองที่ได้ไปเข้าสู่การหลอม
และขึ้นรูปใหม่เท่านั้น จึงไม่มีทองที่มิจฉาชีพนำมาขาย
แล้วนำหมุนเวียนในตลาดต่อทันที
นายพากเพียร







